มันคุ้มไหมที่จะจ่าย? เรื่องนี้เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจาก tweet มหาโหดของผมที่เกี่ยวกับทัศนคติของผมที่มีต่อการซื้อรถยนต์ของรุ่นน้องหลายคนที่ผมรู้จัก ทำไมผมต้อง Tweet แบบนั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผม Tweet เรื่องนี้แต่ผมพูดเรื่องนี้มาเป็นสิบครั้งก่อนหน้านี้ แล้วมันเพราะอะไร?
โดยส่วนตัวผมคิดว่าของทุกอย่างมันมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราจะได้มันมาครอบครอง การดิ้นรนครอบครองสิ่งของเช่นรถยนต์ก่อนเวลาอันควรมันเป็นการทำลายโอกาสบางอย่างในชีวิตไปได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะคนที่บ้านไม่ได้มีฐานะดีมาตั้งแต่เกิด เราควรจะนำเงินทองที่เราหามาได้อย่างยากลำบากนำไปพัฒนาตัวเองให้มีขีดความสามารถที่ะแข่งขันกับคนอื่นๆที่เค้าพร้อมกว่าเราให้ได้เสียก่อน มากกว่าที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปละลายกับสิ่งไร้สาระอย่ารถยนต์
เราลองมาคิดกันง่ายๆ คำถามง่ายๆที่ผมอยากจะได้คำตอบ “คุณอยากมีชีวิต แบบไหน? อยากทำงานอะไร? อยากมีเพื่อนร่วมวานแบบไหน?” ผมคาดเดาคำตอบได้อย่างไม่ยากเย็น ทุกคนล้วนอยากตอบว่าอยากทำงานกับบริษัทที่ดี มีสวัสดิการดี เงินเดือนสูง หรือบางคนออาจะอยากทำงานกับบริษัทข้ามชาติ หรือให้เต็มที่คืออยากไปทำงานต่างประเทศ ผมคิดว่าเกิน 80% ต้องตอบแบบนี้เพราะใครๆก็อยากมีชีวิตที่ดีซึ่งบางทีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน แต่ลองหันกลับมามองความเป็นจริงบริษัทดีๆมีกี่บริษัท? บริษัทเหล่านั้นเปิดรับพนักงานปีละกี่คน? และที่สำคัญบริษัทเหล่านั้นมี Criteria ในการรับคนเข้าทำงานอย่างไรบ้าง?
จากนั้นผมอยากให้น้องๆนั่งลง ตั้งสติ แล้วพิจรณาดูตัวเองก่อนว่าไอ้ความสามารถที่เรามีอยู่นั้น มันมากพอ เพียงพอ ดีพอ ที่จะเข้าทำให้คนที่คัดเลือกเราหยิบ Resume เราขึ้นมาดูไหม เรามีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นไหม เรามีความสามารถอะไรที่โดดเด่นกว่าคนอื่นไหม ถ้ายังผมถามว่าคุณจะเอาเงินที่คุณหาได้จากการทำงานสองถึงสามปีแรกไปทำอะไร? ซื้อรถไหม? อย่างที่ผมบอกผมไม่เคยเห็นบริษัทไหนประกาศรับพนักงานโดยระบุว่าผู้สมัครต้องมีรถส่วนตัวจะได้รับการพิจรณาเป็นพิเศษ สาบานได้ว่าผมไม่เคยเห็น แม้แต่ตำแหน่ง Sale ก็เห็นได้น้อยมาก
แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่เราควรจะพัฒนา? ปัญหาข้อนี้ตอบได้ไม่ยากสำหรับผมเพียงแค่เราเปิด เวบหางานดูตำแหน่งสูงกว่าที่เราทำงานอยู่แล้วลองหาสิ่งที่ซ้ำกันจากบริษัทต่างๆ รับรองว่า list ออกมาได้ไม่กี่ข้อและหนึ่งในความสามารถที่ senior ทุกคนต้องมีคิอ “Good Communication In English” อันนี้เราต้องยอมรับโดยสดุดีว่าถึงวันนี้ความสามารถด้านการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะช่วยเสริมให้คนพิจรณาไม่โยน Resume เราทิ้งตั้งแต่รอบแรกๆ และแน่นอนว่ามันสำคัญมากสำหรับคนที่ต้องการทำงานกับบริษัทข้ามชาติเพราะคงหาได้ยากที่ชาวต่างชาติจะรับพนักงานที่ไม่แม้แต่จะสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ถึงแม้ว่าเค้าคนนั้นจะสามารถทำงานเฉพาะทางได้เก่งแค่ไหนก็ตาม เพราะมันคุยกันไม่รู้เรื่อง มันจะอธิบายกันยังไง หรือถ้าเข้าไปได้คุณจะเติบโตได้อย่างไรในเมื่อคุยกับเจ้านายไม่รู้เรื่อง?
อย่างไรก็ตามยังมีคนบางกลุ่มเห็นว่าการซื้อรถเป็นเรื่องของการเก็บออมเงินทางอ้อมยังไงอย่างน้อยก็ยังเหลือรถ แต่ถ้าเอาไปเรียนภาษาเหมือนเอาไปละลายแม่น้ำทิ้ง ข้อนี้ผมเถีบงขาดใจ ผมเปรียบเทียบการใช้ภาษาเหมือนกับการว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน เมื่อเราสามารถทำมันได้แล้วมันจะอยู่ติดตัวไปจนวันตาย เราไม่มีทางแกล้งว่ายน้ำไม่เป็นเมื่อเราถูกจับโยนลงทะเล เราไม่มีทางแกล้งขี่จักรยานไม่เป็นถ้าถูกทิ้งไว้กลางทางพร้อมกับจักรยานหนึ่งคัน เราไม่สามารถแกล้งโง่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ถ้าถูกส่งตัวไปทำงานต่างประเทศ ดังนั้นสำหรับผมมันคุ้มค่าครับเพราะความสามารถนี้มันจะอยู่ติดตัวเราไปตรายเท่าที่เรายังหายใจอยู่ ผมถามว่ารถมันอยู่กับเราตลอดไปไหมไอ้คันแรกที่เราซื็อมาน่ะที่เราภูมิใจนักหนาว่านี่เงินกู แถมมูลค่ามันก็เสื่อมถอยลดน้อยลงไปทุกวัน แต่ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้ดีมีแต่ค่าตัวเราจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเรียนหรือการพัฒนาตนเองมันไม่เสียไปเปล่าๆหรอกครับเพียงแต่เราพยายามมองไม่เห็นค่ามันเท่านั้นเอง ผลที่ได้มันสัมผัสไม่ได้เป็นรูปธรรมเหมือนวัตถุแต่คุณค่ามันเหนือกาลเวลาครับ
สุดท้ายผม อยากให้น้องๆทุกคนที่ผมรู้จักคิดให้ดี คิดให้นานๆก่อนจะเอาเงินที่หามาได้ไป ดาวน์รถ เอาเงินไปดาว์นความรู้ มาไว้กับตัวเพื่อต่อสู้ฟาดฟันกับคนอื่นจะมีคุณค่ากว่าเยอะครับ ชีวิตคนเรายังต้องต่อสู้ไปอีกนานตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ รถไม่ได้ช่วยให้เราเอาชนะใครได้เลยครับ แต่ความรู้ความสามารถนี่สิใช่ รถยนต์ไม่ใช่สิ่งไม่ดีแต่จงมีมันเมื่อถึงเวลาอันสมควร
เมื่อคืนหลังจากลูกสาวหลับ ผมกับเมียก็นั่งทำงานกันไปพร้อมกับดูทีวีไปด้วยโดยที่เมียผมก็รีดผ้าไปดูละครไป แล้วก็มีโฆษณาของ กสิกรแว๊บมาประมาณ 15 วินาทีผ่านหูเมียผมไปและเมียผมคงสนใจเลยตะโกนมาสั่งว่าช่วยหาให้
หน่อยแต่เมียจำได้แค่ “ประกันวัยซน” เอ่อ!!!!! ==”
ลองคิดภาพนะครับได้โจทย์แบบนี้เราจะแก้ปัญหายังไง จริงๆสิ่งที่ต้องทำคือไม่ยากครับคือเข้าไปที่ KasikornBank แล้วก็มองหาที่หน้าแรกก่อนว่ามันมีไอ้ชื่อนี้ที่หน้าแรกหรือไม่ “ไม่มี” ทำไงต่อไปไม่ยากเมียงมองหาช่องที่ชื่อว่า “Search” หรือ “ค้นหา” จากนั้นใส่ keyword ที่ต้องการลงไปในช่องนั้นผลที่ออกมาคือผมได้
กสิกรไทยออก เงินฝากคุ้มครองวัยซน รวมเงินฝากและประกันเจาะกลุ่มเด็กวัยซน
… เงินฝากคุ้มครองวัยซน รวมเงินฝากและประกันเจาะกลุ่มเด็กวัยซน นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ … วัยซนควบคู่กับการออมเงินในระยะยาวเพื่อลูกหลาน สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีเงินฝากคุ้มครองวัยซน ตั้งแต่ว …
http://www.kasikornbank.com/ZH/AboutUs/CompanyNews/Pages/news080710_DA081F48.aspx
กดไปซะผลที่ได้คือ
401 UNAUTHORIZED
กากกกกกกกกกก อะแต่ยังอย่าเพิ่งท้อมี link ที่สองอยู่
เงินฝากคุ้มครองวัยซน ที่ให้ลูกๆ ของคุณซนได้อีก
เงินฝากคุ้มครองวัยซน ที่ให้ลูกๆ ของคุณซนได้อีก
http://www.kasikornbank.com/TH/PromotionPrivileges/Pages/Deposit_Account_080710.aspx
กดไปเจอสิ่งที่ผมต้องการและผลที่ได้ตามมาคือวันนี้ผมเดินไปเปิดบัญชีให้ลูกเรียบร้อยเพราะผมค้นหาข้อมูลสิ่งที่ผมต้องการได้อย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าจะมีหลุด กากกกกกก dead link มาบ้าง
ในทางกลับกันถ้าเวบของธนาคารที่ผมต้องการไม่มีไอ้ช่องนี้ผลที่ได้คืออะไรครับ ผมต้องมานั่งคิดให้บรรลุนิพพานให้ได้ว่า ไอ้ Product ที่ผมต้องการมันอยู่ในหมวดไหนเพราะ Product ของธนาคารมีประมาณสามล้านแปดอย่างผมจะไปตรัสรู้ได้ ไหมครับว่าไอ้สิ่งที่ผมต้องการ ข้อมูลที่ผมอยากได้มันอยู่ตรงไหน นี่มันปี 2010 แล้วนะครับการเข้าถึงข้อมูลต้องทำได้ อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ถ้าจะให้ผมต้องมานั่งเสียเวลาเข้าเวบคุณเพื่อหาข้อมูล Product เกินห้านาทีผมก็ไม่เสียเวลาแล้ว ครับ
ดังนั้นสรุป คุณจะขายของแต่คุณไม่เตรียมช่องทางการเข้าถึงรายละเอียดของสินค้าแบบง่ายใครจะมาซื้อครับ ถ้าบังเอิญเมียผมอยากรู้เรื่อง ATM มีสาวๆโฆษณาว่าเจ็บยังก็จ่าย ผมจะไปหาตรงไหนครับ _/\_
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาโดน @hellmonster แย่งเครื่อง Ubuntu ไปใช้เลยต้องไปเอาเรื่อง Macbook ของแม่มาเล่นแทน ผลที่ได้คือได้เปรียบเทียบของสองสิ่งในตำนานแล้วพบว่าผมชอบ Ubuntu มากกว่าด้วยเหตุผลดังนี้ (เหตุผลเกรียนๆของผลเอง)
- ไม่เสียตัง มี update ทุกๆหกเดือน
- Terminal มีสี ตัวอักษีมีสีที่แตกต่างกัน สำคัญมากเพราะเวลาเขียนโปรแกรมถ้าทุกอย่างสีเดียวกันหมด Productivity ผมจะต่ำมาก
- ลง Software ไม่ยากและมีของพิศดารให้ใช้เยอะมาก
- ปรับแต่งได้สุดขั้ว จะใช้ Window Manager อะไร Gnome, KDE, Fluxbox … อะไรก็ได้ตามแ่ต่จะชอบ หรือจะให้สุดขั้วไม่มี UI เลยก็ได้
ถึงแม้จะแอบปันใจไปเรื่อง Multi Touch บ้างเพราะมันก็สะดวกดีที่สามารถใช้นิ้วได้หลายนิ้ว แต่เนื่องจากโดนพื้นฐานผมไม่ค่อยใช้ mouse อยู่แล้วไอ้เรื่องนี้เลยไม่ใช่ประเด็น
สรุป: ผมยังชอบใจวลีของน้องต้นกล้าแห่ง opendream มากๆ “งานที่ผมสามารถทำได้ง่ายๆบน Ubuntu กลับทำได้ยากมากบน Mac _/\_”
“เสียเงิน 1,500 แล้วยังล้มอีก วันหลังอย่าไปลดขนาดหน้ายางอีกนะ” เมียด่า ==” และยังคงตามหลอนมาอีกหลายชั่วโมงเรื่องจักรยานคว่ำเนี่ย การคว่ำครั้งนี้เป็นการคว่ำครั้งที่สอง ครับแรกคว่ำไปเมื่อเดือน July (เดือนเดียวกันเลยวุ้ย) รอบที่แล้วก็คว่ำในหมู่บ้านล้อเบี้ยวไปซะแล้วก็ทนปั่นแบบล้อเบี้ยวๆมาปีนึง จนกระทั่งยางเริ่มหมดสภาพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเลยเอาล้อไปเปลี่ยนยางและดัดล้อที่ร้านแถวลาดพร้าว 101 (ลืมชื่อร้านตลอด) ไปถึงพบว่ายางที่เราต้องการคือขนาด 700 * 45 ไม่มีเนื่องจากขนาดแบบนี้ไม่ค่อยมีคนใช้กัน ถามไปมาก็พบว่าที่ร้านมี 700*42 แต่หาไปหามาทะลึ่งมีเส้นเดียว ==” เลยต้องลดไปเหลือ 700*38 ในใจคิดว่าไม่น่าต่างมากเพราะหน้ามันเล็กลงไปนิดเดียว
กลับมาบ้านประกอบเข้าโครงรถเรียบร้อย ลองปั่นแข่งกับลูกสาวพบว่ามันเร็วกว่าเดิมมาก กดลงไปไม่ต้องแรงมากมันพุ่งดีจริงๆ และในในก็ยังคิดว่าโอวพรุ่งนี้คงจะไปถึงจุดหมายในการปั่น 20 กิโลตอนเช้าได้อย่างแน่นอน
ตื่นสายนิดหน่อย 5:40 แต่ก็ยังไหวสามารถออกไปปั่นได้แต่วันนี้ถนนเปียกเนื่องจากกลางคืนฝนตกแต่ก็ไม่ได้กลัวอะไรเพราะปกติก็ปั่นแบบนี้อยู่แล้ว ดังนั้นอย่ารอช้ามุ่งหน้าเข้าเกษตร เริ่มการปั่นฉลองยางใหม่ และเป็นไปดังหวังยางใหม่ปั่นได้เร็วขึ้นแต่มีปัญหาแน่นอนตอนเจอผิวถนนที่มีหลุมเพราะก่อนออกจากหมู่บ้านปั่นผ่านทางเดิมที่ต้องลงหลุมก็สะบัดเกือบคว่ำ ==” ผมก็รู้อยู่ในใจแล้วว่าจะซิ่งเหมือนเดิมไม่ได้แต่ไม่คิดว่าจะคว่ำจริงๆ
ตัดมาหลังจากปั่นไปได้หนึ่งรอบก็ไม่มีปัญหาหอะไรรอบที่สองก็เปลี่ยนเกียร์เป็น 3:6 เพื่อให้หนักสุดจะได้รีดพลังงานเยอะหน่อย แต่เนื่องจากเริ่มสายแล้วประมาณ 6:30 รถในมหาลัยเริ่มเยอะทำให้ผมต้องปั่นออกขวาเพื่อหลบรถแถวๆสนามเทนนิสก่อนถึงประตูวิภาวดี จังหวะที่กำลังจะข้านเลนส์ผมก็เจอเข้ากับถนนคอนกรีตที่มีส่วนเหลื่อมระหว่างเลนส์ประมาณ 4-5 cm และยางผมมันไม่สามารถรับความต่างขนาดนั้นได้ผลที่ได้คือ พุ่งครับโชคดีที่ความเร็วไม่สูงมากและมีสติดีเลยทำให้ท่าลงสวยตามหลักการคือ มือลงก่อน ผ่อนแรงลงด้วยศอก ตามด้วยไหล่ กลิ้งต่อไปอีกหนึ่งรอบ ในใจแว๊บแรกคือ “ล้อเบี้ยวอีกแล้ว เพิ่งไปดัดมา” ไม่ได้ห่วงว่ารถข้างหลังจะมาทับเลยสมควรโดน แม่และเมียด่านี่ถ้าลูกสาวโตคงโดนสามรอบ และเข้าใจแล้วว่าไอ้ที่ดูการแข่งจักรยานทางเรียบแล้วมันคว่ำกันจังก็เพราะไอ้แบบนี้กระมัง
หลังจากสำรวจความเสียหายของตัวเองพบแผลที่มือขวาสามที่ ข้อมือด้านนอก ข้อศอก ไหล่ และเข่าขวา สรุปว่านิดหน่อย และล้อไม่เบี้ยวปั่นต้ดสินใจปั่นต่อไปห้องน้ำสนามอินทรย์ล้างแผลแล้ว กลับไปซัดให้ครบห้ารอบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ยางหน้าแคบมันเร็ว แต่มันไม่เหมาะกับถนนที่ไม่เรียบอย่างมาก ทำให้แผนซื้อเสือหมอบต้องเลื่อนออกไปก่อน
มาถึงตอนที่เจ็ดตอนที่ The Fellowship เดินทางมาถึงกรุง Oslo อันเป็นเป้าหมายของเราที่ที่เราตั้งใจมาประชุมแต่เค้า “ยกเลิก” เพราะภูเขาไฟระเบิดและเราก็ยังไม่มีตั๋วกลับบ้านไปอย่างน้อยอีกห้าวันแล้วเราจะทำอะไรดี “เราก็ต้องทำงานสิ อย่างน้อยเค้าส่งมาแล้วเราต้องทำประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ดังนั้นครั้งมีจึงเป็นการผสมระหว่างการดูงานและการรายงานความเป็นไปให้ทีมที่สำนักงานใหญ่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เข้ากับสำนวน “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” ดังนั้นชีวิตของเราอีกห้าวันที่ Oslo คือการตื่นไปทำงาน 8:30 กลับบ้าน 16:30
ผลของการทำงานทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเล่นอะไรมากใน Oslo ส่วนใหญ่เลยไปตามสถานที่โ่ด่งดังต่างๆและต้องไป Dinner กับทีมงาน โดยรวมเมือง Oslo เป็นเมืองที่ดูสวยงามเป็นระเบียบครับ บางครั้งดูเงียบเกินไปสำหรับคนกรุงเทพอย่างเราและอีกอย่างที่น่าสนใจคือเมืองนี้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกทุกอย่างแพงมหาโหดเช่น อาหารเย็นวันแรกที่เราไปซัดกันเพื่อฉลองการมาถึง Oslo ราคาสำหรับสี่คนของมื้อนั้นก็ร่วมๆหมื่น ไม่ได้โชว์รวยนะครับเพราะมันแพงจริงๆ คือการออกมากินข้าวนอกบ้านที่เมืองนี้เหมือนเอาเงินมาละลายน้ำเล่นเพื่อซื้อบรรยากาศเสียมากกว่าเพราะที่นี่วิวสวยโดยเฉพาะบริเวณท่าเรือและมีเรื่องแปลกอีกอย่างที่น่าสนใจคือทั้งที่อากาศหนาวจะตายกันอยู่แล้ว สาวๆประเทศนี้ชอบใส่กระโปรงสั้นและสวมถุงน่องบางๆเดิน ผมละไม่เข้าใจ
อีกเรื่องที่ผมชอบประเทศนี้คือคนที่ Norway นิยมกิจกรรมกลางแจ้งมากๆครับมีกิจกรรมให้ทำทุกฤดูเช่นตอนที่ผมไปเิริ่ม Spring เราจะเริ่มเห็นคนปั่นจักรยานเยอะมาก ไม่ใช่ปั่นเล่นๆนะครับเค้าปั่นไปทำงานกันเช่นจากในเมืองไปที่ออฟฟิศผมก็ประมาณ 15 โลคนก็ปั่นกันไปเยอะมาก รวมถึง CEO ของ Telenor เองก็ปั่นจักรยานมาทำงานครับ ผมละซึ้งและจากการสอบถามเพื่อนร่วมงานพบว่าที่ Norway มันเป็น Trend ครับที่ผู้บริหารนอกจากจะต้องทำงานเก่งแล้วยังต้องดูฟิตตลอดเวลาด้วย เพื่อนผมเปิดหนังสือพิมพ์ให้ดูเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับธุรกิจนะครับแต่มี Section ใหญ่ๆเลยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกกำลังกาย คือเรียกได้ว่า “เรามาแข่งกันฟิต” ทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้เมืองนีก็มีบริการจักรยานคนเมืองด้วยครับ เป็นจักรยานง่ายๆเอาไว้ปั่นในเมืองสำหรับคนที่ไม่ต้องการรอรถเมล์หรือไปตามซอกซอยที่รถไปไม่ถึง โดยคน Oslo มาสามารถซื้อตั๋วปีได้ในราคาปีละ 800 บาท และที่เหนือชั้นกว่านั้นเค้าเตรียม iPhone Application ไว้ให้เราด้วยครับ เอาไว้ให้เราตรวจสอบว่าจุดที่ใกล้ที่สุดที่เราจะไปเอาจักรยานได้อยู่ที่ไหนและนอกจากนี้จุดที่เราสามารถเอาจักรยานไปคืนได้ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน ผมละอยากกราบ _/\_
ถึงตอนที่หกของสี่หนุ่มแห่ง Fellowship of the Road เราเข้าใกล้มอร์ดอร์มากแล้วอีกเพียงนิดเดียวเราก็จะไปถึง
เราพักแรมระหว่างการเดินทางที่ Kvam รุ่งเช้าก็ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติคือตื่นนอน อาบน้ำ เล่น Facebook!!!! กินข้าวเช้าแต่สิ่งที่แปลกไปจากวันอื่นๆคือก่อนจะคืนกุญแจ ผมพบว่าสาวๆหนุ่มๆนอร์เวย์หน้าตาดีมากๆๆๆๆๆ คือไม่รู้ว่าเราไม่รู้ว่าหน้าตาดีของนอร์เวย์เป็นยังไงหรือป่าวเหมือนฝรั่งที่ไม่รู้ว่าหน้าตาดีประเทศเราเป็นยัังไง ระหว่างทางไปคืนกุญแจก็พบพนักงานสาวคนนึงกำลังขัดห้องน้ำอยู่ไอ้เราก็ไม่รู้จะคืนกุญแจยังไงก็เลยไปถามเค้า พอเงยหน้ามาโอ้โหแม่เจ้าน่ารักกกกกกกกกกกก เค้าก็ตอบมาว่า “ก็เอาไปวางไว้ตรงเคาท์เตอร์แหละ” ไอ้ผมก็อยากจะแกล้งโง่ถามต่อว่า “เคาท์เตอร์อยู่ไหน” แต่ไม่ทันทะลึ่ง ขอบคุณแล้วเดินไปเฉย แต่อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เป็นการเสียชื่อเราต้องไปขอถ่ายรูปกันน้องขัดห้องน้ำให้ได้ ว่าแล้วขากลับออกมาก็เลยเดินโทงๆเข้าไปในห้องนำหญิงแ้ล้วก็ไปขอน้องเค้าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกให้กับหนุ่มๆไทย ซะหน่อยก่อนหน้านี้ผมโพสท์วิวทิวเขาร่มไม้อะไร ก็เงียบนะใน Facebook แต่พอโพสท์สาวนอร์เวย์ขึ้นไปนี่เมนท์กันถล่มทะลายนี่ขนาดสาวบ้านนอกนะแล้วสาวในเมืองจะเป็นไงเนี่ย ==”
กลับมาสู่การเดินทางของเราทีเด็ดของเราวันนี้คือ Lillehammer ครับเมืองนี้มีดีตรงไหนล่ะ มีดีสิครับเป็นเมืองที่เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคหน้าหนาวครั้งที่ XVII ครับโดยการจัดการแข่งขันครั้งนี่มีเรื่องน่าสนใจอยู่หลายเรื่องมากครับเช่นการจัดครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการแยกปีกันอย่างชัดเจนระหว่างการจัดโอลิมปิคหน้าหนาวกับโอลิมปิคหน้าร้อน โอลิมปิกครั้งนี้ได้รับการบันทึกว่ามีผู้ชมมากที่สุดในฝั่งอเมริกาเพราะอะไรเพราะเรื่องดราม่าในวงการ skate น้ำแข็งอมเริกานั่นเองโดยที่ อดีตสามีของ Tonya Hardingจ้าง Shane Stant เพื่อทำร้ายนักกีฬาคู่แข่งอย่าง Nancy Kerrigan เพื่อให้เธอไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่ไม่น่าเชื่อที่ทั้งคู่ได้รับคดเลือกเป็นตัวแทนอเมริกาไปแข่งโอลิมปิก ==” ดังนั้นเมื่อมีดราม่าที่นั่นมีคนอยากดูและสำหรับเทปการแข่งครั้งนั้นถือเป็นหนึ่งในตำนานเรื่องของจำนวนคนดู โดยผลการแข่งขันครั้งนั้น Tonya Harding ได้อันดับที่แปดส่วน Nancy Kerrigan ได้อันดับที่สองโดยแพ้คนที่ชนะด้วยคะแนนที่เฉียดมากๆคือ 5-4 อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นในเมืองที่มีขนาดเล็กมากในตอนนั้นมีประชากรที่เมืองอยู่ 25,000 คนโอวอำเภอบ้านผมยังใหญ่กว่าเลย _/\_
คืนที่พักที่ Steinkjer เป็นคืนที่หลับสบายที่สุดนอกจากนี้ทุกอย่างที่โรงแรมนี้ยังสมบูรณ์พร้อมทำให้ชาวคณะ update ข่าวสารกันถ้วนหน้าไม่ยอมหลับยอมนอนกว่าจะนอนก็ดึกพอสมควรทำให้ช่วงเช้าตื่นค่อนข้างสายตื่นมาเราชาวคณะก็เล่นอินเทอร์เน็ทกันจนหัวหนัาต้องสั่งว่าเราจะออกเดินทางกัน 9:30 นะไม่งั้นคงจะได้นอนที่นี่อีกคืน อีกอย่างที่น่าสนใจคือเจ้าหน้าที่ของโรงแรมเท่าที่เห็นตั้งแต่ก่อนเข้าพักจนทานอาหารเช้ามีคนเดียวครับ ==” ผมก็เดากันไปว่าเค้าจ้างคนเดียวแพงๆเลยแล้วทำมันทุกอย่างใช้ทรัพยากรณ์มนุษย์ให้คุ้มและวันนี้เป็นวันแรกที่เราไม่ต้องต้มน้ำชงโจ๊กคัพกินเอง เราได้กินอาหารเช้าแบบ “ยุโร๊ป ยุโรป” อ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วมันต่างกับอาหารเช้าตามโรงแรมบ้านเรายังไง “มันก็ไม่ต่างไง แต่ได้กินในยุโรป” แต่ที่ต่างจากที่ผมเคยกินที่สยามประเทศคือขนมปังที่นี่อลังการล้านแปดมากครับมีให้เลือกเป็นกระบุง กลมๆ แบนๆ ยาวๆ รีๆ และอีกอย่างคือไม่มีขนมปังแป้งขาวๆให้กินครับที่นั่นกินกันผสมธัญพืชกันหมด จ้องมองแล้วนึกว่าตัวเองเป็นไก่ กุ๊กๆ เพราะมีเม็ดข้าวอะไรเต็มไปหมดก็ถือว่าดีต่อสุขภาพครับ
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วก็เก็บของ ออกเดินทางล่องใต้โดยที่จุดหมายหลักของวันนี้คือเมือง Trondheim เมืองนี้เป็นเมืองหลักของนอร์เวย์ในเรื่องการศึกษาโดยที่แต่เดืมเมืองนี้มีชื่อว่า Nidaros เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศนี้จนกระทั่งปี 1217 ก็ย้ายไปที่ Bergen และ Oslo ตามลำดับ อย่างไรก็ตามปัจจุบันเมืองนี้ยังคงความสำคัญทางพิธีการบางอย่างโดยที่เป็นเมืองที่ใช้ในการสถาปนาพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของนอร์เวย์ นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาของนอร์เวย์ด้วยโดยก่อนปี 1537 นอร์เวย์อยู่ภายใต้การปกครองของนิกาย Roman Catholic โดยมีตำแหน่งเป็น Archdiocese of Nidaros ที่ขยายความได้ดังนี้ “The Catholic archdiocese of Nidaros was the metropolitan see covering Norway in the later Middle Ages”. แต่ภายหลังปี 1537 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งหใญ่คือมีการเปลี่ยนจากนิกาย Roman Catholic ไปเป็น Lutheran Protestantism ระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้มีเรื่องราวการขับไล่ Archbishop องค์สุดท้ายของเมือง Olav Engelbrektsson ให้หนีไปเนเธอร์แลนด์เป็นเรื่องราวที่โด่งดังมากในเชิงศาสนาครับ
ส่วนสำคัญอีกเรื่องของเมืองนี้คือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่อง Technology เป็นที่ตั้งของ the Norwegian University of Science and Technology (NTNU) และ SINTEF (The Foundation for Scientific and Industrial Research) ผลงานชิ้นเอกของเมืองนี้คือสร้างนักเรียนที่ได้รับรางวัลโนเบลสองท่านคือ
Lars Onsager – จบการศึกษาปี (1925), Nobel Prize in Chemistry 1968




