Unforgettable Norway Part 2: The Journey to Tromso

ต่อจากภาคที่แล้ววันเดินทางก็ให้ป้าข้างบ้านขับรถไปส่งพร้อมทั้งลูกและเมีย จริงๆอยากพาลูกไปเล่นลิฟท์แก้วที่สนามบินแต่เนื่องจากที่จอดรถเต็มมากมาย สงสัยว่าจะหนีร้อนไปเที่ยวเย็นกันเยอะไอ้ณมนเลยอดเล่นเลยเพราะทำได้แค่จอดหน้าทางเข้าแล้วก็กระโดดลงรถไปเข้าสนามบิน “สุวรรณภูมิ”
ถึงสนามบินก็โชว์โง่อีกเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยบิน Business Class (Royal Silk) เลยไม่รู้ว่ามัน Check In ตรงไหนก็เลยเดินไปที่ๆคุ้นเลยคือปลายอีกด้านแถวๆ Gate H ประมาณนั้นกำลังจะเดินเข้าพนักงานที่ตรวจเอกสารก็ไล่กลับไปที่ Gate A โน่นนนนนนนน “เวรรรรแท้ๆไกลโคตร” คนก็เยอะยังกะบินฟรีต้องเดินย้อนไปอีก ไปถึงก็รอหัวหน้าแล้วก็ Check In ด้วยกันและทราบว่าสำหรับ Business Class จะมี Lounge พิเศษให้นั่งรอเที่ยวบินหลังจากผ่าน Immigration แล้วเข้าไปที่ Lounge โอ้โหคนเยอะมากมายประเทศนี้มันรวยกันขนาดนี้เลยหรือนั่ง Business Class กันให้เยอะแยะไปหมดแต่มารู้ภายหลังว่าจริงๆแล้วการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตระดับสูงเช่น “โคตรพ่อ Platinum” ทั้งหลายก็มีสิทธิ์เข้ามาใช้ Lounge นี้ได้เช่นกัน
อาหารการกินและที่นั่งภายใน Lounge ก็ดีเหลือหลายมีพร้อมทุกอย่างตั้งแต่อาหารหนักถึงอาหารเบา ใจอยากจะกินไปหมดทุกอย่างแต่หัวหน้าเบรคไว้ว่า เดี๋ยวต้องขึ้นไปกิน Dinner บนเครื่องอีกรอบให้เตรียมพื้นที่ในท้องไว้ให้ดีและยังมีของมึนเมาให้อีกเยอะ ผมเลยต้องกินแต่ใส้กรอกพอประมาณเพราะหวังว่าจะไปอร่อยบนเครื่องต่อ นอกจากนี้ข้างในยังมี ปลั๊กไฟและอินเทอร์เน็ทให้ใช้อย่างเพียบพร้อม ไอ้เราสี่คนเลยนั่งกันเพลิน หันมาอีกทีคนไทยหายหมด!! หลังจากทางสนามบินประกาสให้ผู้โดยสารที่จะไปเกาหลีขึ้นเครื่อง โอวที่แท้เค้าก็ไปเที่ยวแดนกิมจิกันนี่เองเท่าที่ผมรู้คนที่ผมรู้จักอย่างน้อยห้าคนไปเที่ยวเกาหลีช่วงสงกรานต์เนื่องจากบ้านเรามันแดงเอ้ยยยย ร้อนเหลือเกินทนไม่ได้ขอไปพักหน่อย
ได้เวลาขึ้นเครื่องไม่มีอะไรมากเดินไกลโพดดดดดด ไปถึงก็ไม่ต้องรอนานได้ขึ้นเครื่องก่อนเพราะอภิสิทธิ์เยอะเหอๆๆๆ นั่งปุ๊ปก็มีน้ำผลไม้ดื่มทันที ที่นั่งก็กว้างดีครับเหมือนเป็นแคปซูลเบาะปรับเป็นท่านานเกือบราบได้เลย มีทีวีให้ดู มีเพลงให้ฟัง มีเกมส์ให้เล่น มีเหล้าให้กิน ว๊ากกกกก หวังไว้ในใจว่าจะนอนสบายเพราะบินนาน 11 ชั่วโมง หลังเครื่องออกก็ได้เวลาอาหารเค้าจะมีเมนูให้เราเลือกว่าเราจะซัด main course เป็นอะไรมีให้เลือกสองอย่างและแอร์ที่เคยสาว ก็แนะนำให้กินอาหารไทยไว้เลยเพราะอาหารไทยที่ Oslo แพงนรกและต้องไปอยู่กันนานหลายวันด้วยกินตุนไว้ก่อนจะดี ผมก็เลยเลือกอาหารไทย อาหารที่เสิร์ฟก็ดูดีอร่อย ตัดมาเลยกินอิ่มแล้วก็ซัดไวน์เนียนจนเค้าเริ่มปิดไฟไล่ไปนอน เราก็ปรับเอนนอนหวังว่าจะหลับแต่ “ตาค้าง 11 ชั่วโมง” จนถึง Oslo โฮกกกกกกกกกก ที่นั่ง Economy นี่หลับได้หลับดีแต่เมื่อยพอได้นั่ง Business ทะลึ่งนอนไม่หลับ “หนูไม่เข้าใจ”
ถึง Oslo ด้วยสภาพย่ำแย่เพราะกระแดะนอนไม่หลับ เดินเหมือนศพเดินได้ มึนๆงงๆ แต่รู้ว่าประเทศนี้เปิด Heater สะใจมากที่สนามบินไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาวเลยในสนามบินเพราะอุ่นมากและสนามบิน Olso ก็ขนาดเล็กๆน่ารักไม่ใหญ่มากคนไม่เยอะเพราะเค้าไม่ได้พยายามเป็น Hub ของโลกเหมือนเราที่พยายามเป็น Hub มันทุกอย่าง ขั้นตอน Immigration ก็ไม่มีอะไรเนื่องจากมาในนามบริษัทและไม่มีการเอาหมามาดมกระเป๋าเหมือน Australia เพื่อตรวจของกินเราสามารถขนของกินมาได้ไม่จำกัดสำหรับประเทศนี้ในกระเป๋าผมมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประมาณ สิบซอง และอื่นๆอีกมากมาย หลังจากนั้นก็รอเครื่องไป Tromso อีก 4 ชั่วโมงเราก็บินขึ้นเหนือไปเมืองที่อยู่เหนือๆมากที่สุดในโลกหัวหน้าบอกว่าระยะทางการบิน 2 ชั่วโมงผมมองไปข้างล่างไม่เห็นมีถนนเลยแต่หัวหน้าบอกว่า “ขับรถได้ใช้เวลาประมาณ 2 วัน 1900 โล” คิดในใจ “ไอ้บ้าที่ไหนจะขับวะ ไกลโคตรแถมภนนก็คดไปคดมา” แต่…
Tromso หรือ Gateway To The North Pole มาอ่านประวัติเมืองนี้เล็กน่้อยระหว่างรอ ที่ตั้งของเมืองอยู่ที่ Coordinates (city): 69°40′58″N 18°56′34″E เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่อยู่เหนือที่สุดในโลกที่มีชื่อเสียงเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับ Arctic เนื่องจากเราสามารถนั่งเรือไปขั้วโลกเหนือได้เลยจากเมืองนี้เห็นว่าเหนือมากเมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นจุดชองแสงเหนือ Aurora Borealis (Northern Lights) และการชมก็ไม่ยากรอเวลาฟ้ามืดและนั่งรอเท่านั้นแต่เนื่องจากทริปนี้เป็นทริปพิเศษเราไปถึงปุ๊ป “หิมะตก ฟ้าปิดทันที” เชรดดดดดดทำให้หนาวมาก(-4 ถึง -2)
ดูแผนที่
และไม่สามารถดูแสงเหนือได้ดังนั้นสองวันของเราที่นี่คือการขับรถเที่ยวชมเมืองแต่เราต้องหาที่พักก่อนหลังจากสอบถามเราก็ได้ที่พักเป็น Camp Site โดยขับออกไปนอกเมืองสักสิบนาทีอยู่ติดเขาและพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการเล่น Cross Country Ski เป็นอย่างยิ่ง ที่พักเป็นกระท่อมนอนได้สี่คนมีครัวและอุปกรณ์การทำครัวครบ สนนราคาคืนละประมาณ 6,000 บาทเราไม่รอช้าตกลงทันทีตามรูปปลากรอบ
วิวของเมืองนี้คือ Arctic Cathedral ที่สวยเท่ครับ

ที่เหลือล่ะ ==” ขับรถออกนอกเมืองครับชม Fjord อันโด่งดังของ Norway พบว่าประเทศนี้ถึงแม้จะมีประชากรแค่ 4-5 ล้านคนแต่มีบ้านคนมันทุกที่โดยเฉพาะตรงไหนมี Fjord คนจะแห่ไปอยู่กันให้เพียบเนื่องจากวิวมันสวยมาก ลองนึกภาพตามนะครับตื่นเช้า(วันที่พระอาทิตย์ขึ้นนะ เพราะหน้าหนาวมันมืดทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาสามเดือน) เปิดหน้าต่างเห็นทะเลสาปสีน้ำเงินเข้มมีลมเย็นๆพัดเข้ามาพร้อมเสียงคลื่น มองเลยทะเลสาปไปสักหน่อยเจอภูเขาหินสูงเสียดฟ้ามีหิมะปกคลุมเล็กน้อยที่ยอดและมีน้ำตกเล็กๆเต็มไปหมดเนื่องจากหิมะละลายจากยอดเขา จะมีอะไรสวยเท่านี้อีกไหมครับธรรมชาติสุดๆตามภาพปลากรอบ
วิวเมืองนี้สวยมากครับสำหรับผมขับรถไปเราจะเห็นภูเขาสูงชันสูงทะลุฟ้าเต็มไปหมดขับไปเรื่อยๆจะเจอ Fjord สลับไปมาสวยมากถึงแม้ไม่เห็นแสงเนือแต่ก็คุ้มวุ้ย เราทั้งสี่ขับรถเที่ยวจะสี่ทุ่ม(ยังไม่มืด)ก็กลับที่พักมาซัดมาม่าต้มยำกันและหลับกันสบายเนื่องจากพรุ่งนี้ต้องนอนอีกคืนและมะรืนจะได้บินไปเยอรมัน
ตื่นเช้ามารับวันใหม่่อากาศยังไม่ดีเหมือนเดิมฟ้าปิดหิมะตกเหมือนเดิม เรากลัวที่ไหนขับรถเที่ยวต่อไปวันนี้เราจะขับไปเทียวเกาะไหนสักเกาะเพราะประเทศนี้เกาะเยอะระหว่างขับลอดอุโมงค์ลอดทะเลก็เจอเรื่องเท่อีกประเทศนี้ทำวงเวียนในอุโมงค์ใต้ทะเล “จะเท่ไปไหนครับ” ไม่ใช่แค่อันเดียวแต่สองอันครับ เท่ซะ ระหว่างนั้นก็มี SMS จากเพื่อนหัวหน้าบอกว่า “ภูเขาไฟระเบิดที่ Oslo สายการบินหยุดบินหมดแล้ว” !!!!!!
อ่านต่อภาคสามนะครับ เพราะทุกคนคงเดาได้ว่าเวลาที่เหลือที่ Tromso คือการขับรถชม Fjord ขึ้นเรือข้ามเกาะ ภูเขา หิมะ Fjord Fjord
และ Fjord
ภาพชุดที่ Picasa

Comments

comments

One thought on “Unforgettable Norway Part 2: The Journey to Tromso

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.