Unforgettable Norway Part 7: Oh Oslo my Lovely Oslo
มาถึงตอนที่เจ็ดตอนที่ The Fellowship เดินทางมาถึงกรุง Oslo อันเป็นเป้าหมายของเราที่ที่เราตั้งใจมาประชุมแต่เค้า “ยกเลิก” เพราะภูเขาไฟระเบิดและเราก็ยังไม่มีตั๋วกลับบ้านไปอย่างน้อยอีกห้าวันแล้วเราจะทำอะไรดี “เราก็ต้องทำงานสิ อย่างน้อยเค้าส่งมาแล้วเราต้องทำประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ดังนั้นครั้งมีจึงเป็นการผสมระหว่างการดูงานและการรายงานความเป็นไปให้ทีมที่สำนักงานใหญ่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เข้ากับสำนวน “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” ดังนั้นชีวิตของเราอีกห้าวันที่ Oslo คือการตื่นไปทำงาน 8:30 กลับบ้าน 16:30
ผลของการทำงานทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเล่นอะไรมากใน Oslo ส่วนใหญ่เลยไปตามสถานที่โ่ด่งดังต่างๆและต้องไป Dinner กับทีมงาน โดยรวมเมือง Oslo เป็นเมืองที่ดูสวยงามเป็นระเบียบครับ บางครั้งดูเงียบเกินไปสำหรับคนกรุงเทพอย่างเราและอีกอย่างที่น่าสนใจคือเมืองนี้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกทุกอย่างแพงมหาโหดเช่น อาหารเย็นวันแรกที่เราไปซัดกันเพื่อฉลองการมาถึง Oslo ราคาสำหรับสี่คนของมื้อนั้นก็ร่วมๆหมื่น ไม่ได้โชว์รวยนะครับเพราะมันแพงจริงๆ คือการออกมากินข้าวนอกบ้านที่เมืองนี้เหมือนเอาเงินมาละลายน้ำเล่นเพื่อซื้อบรรยากาศเสียมากกว่าเพราะที่นี่วิวสวยโดยเฉพาะบริเวณท่าเรือและมีเรื่องแปลกอีกอย่างที่น่าสนใจคือทั้งที่อากาศหนาวจะตายกันอยู่แล้ว สาวๆประเทศนี้ชอบใส่กระโปรงสั้นและสวมถุงน่องบางๆเดิน ผมละไม่เข้าใจ
อีกเรื่องที่ผมชอบประเทศนี้คือคนที่ Norway นิยมกิจกรรมกลางแจ้งมากๆครับมีกิจกรรมให้ทำทุกฤดูเช่นตอนที่ผมไปเิริ่ม Spring เราจะเริ่มเห็นคนปั่นจักรยานเยอะมาก ไม่ใช่ปั่นเล่นๆนะครับเค้าปั่นไปทำงานกันเช่นจากในเมืองไปที่ออฟฟิศผมก็ประมาณ 15 โลคนก็ปั่นกันไปเยอะมาก รวมถึง CEO ของ Telenor เองก็ปั่นจักรยานมาทำงานครับ ผมละซึ้งและจากการสอบถามเพื่อนร่วมงานพบว่าที่ Norway มันเป็น Trend ครับที่ผู้บริหารนอกจากจะต้องทำงานเก่งแล้วยังต้องดูฟิตตลอดเวลาด้วย เพื่อนผมเปิดหนังสือพิมพ์ให้ดูเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับธุรกิจนะครับแต่มี Section ใหญ่ๆเลยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกกำลังกาย คือเรียกได้ว่า “เรามาแข่งกันฟิต” ทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้เมืองนีก็มีบริการจักรยานคนเมืองด้วยครับ เป็นจักรยานง่ายๆเอาไว้ปั่นในเมืองสำหรับคนที่ไม่ต้องการรอรถเมล์หรือไปตามซอกซอยที่รถไปไม่ถึง โดยคน Oslo มาสามารถซื้อตั๋วปีได้ในราคาปีละ 800 บาท และที่เหนือชั้นกว่านั้นเค้าเตรียม iPhone Application ไว้ให้เราด้วยครับ เอาไว้ให้เราตรวจสอบว่าจุดที่ใกล้ที่สุดที่เราจะไปเอาจักรยานได้อยู่ที่ไหนและนอกจากนี้จุดที่เราสามารถเอาจักรยานไปคืนได้ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน ผมละอยากกราบ _/\_
ส่วนต่อมาคือสำนักงานใหญ่ของ Telenor ครับ สำนักงานใหญ่อยู่นอกเมืองอย่างที่ผมบอกข้างต้นแต่ที่น่าสนใจคือพื้นที่นี้คือสนามบินเก่าที่เค้าจัดการถมและสร้างเป็น Technology Zone ครับในนั้นก็จะมีบริษัทชื่อดังไปตั้งเต็มไปหมด สำหรับ Telenor ก็จะสวยมากตึกอยู่ติดทะเล ตัวตึกเองเป็นกระจกมองเห็นรอบทิศ สวยงามมากครับ สำหรับช่วง Summer ช่วงพักกลางวันสามารถลงไปว่ายน้ำในทะเลได้ครับหล่อไหม
โดยรวมผมประทับใจ Oslo มากระดับหนึ่งเนื่องจากไม่เคยไปเมืองอื่นๆในยุโรปเลย ทำให้เกิดความอยากที่จะไปดูเมืองที่เค้าว่ากันว่าศิวิไลซ์อย่าง Paris, Rome, Madrid ดูว่ามันจะงามงดขนาดไหน กลับมาเรื่องค่าครองชีพก่อนอะไรที่ทำให้ประเทศที่เคยจนกากที่สุดในยุโรปและเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของทั้ง Sweden และ Denmark อย่าง Norway กลายมาเป็นชาติที่ก้าวหน้าได้ในวันนี้คืออะไรปัจจัยหลักข้อแรกเรื่องแรกเลยคือเค้าเจอ “น้ำมัน” ครับ Norway เป็นผู้ส่งออกน้ำมันใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกและส่งออก Gas ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก(แต่ไม่อยู่ใน OPEC) แต่มีเงินอย่างเดียวมันไม่พอครับ บางประเทศมีเงินมีทรัพยากรณ์ธรรมชาติครบ คุณภาพชีวิตของคนก็ยังเลวเหมือนเดิม ที่ Norway เค้าแบ่งเงินที่ได้มาจากการขายน้ำมันและ gas ออกเป็นหลายส่วนหนึ่งในนั้นคือการลงทุนข้ามชาติครับเช่นบริษัทที่ผมทำงานอยู่ก็เป็นหนึ่งในการลงทุนของเค้าครับ อีกส่วนคือการคืนกลับไปให้ประชาชนครับโดย Norway เป็นประเทศที่มีมาตรฐานการดำรงชีพดีที่สุดในโลกเช่นรักษาพยาบาลฟรี, สำหรับคนที่มีลูกสามารถลางานไปเลี้ยงลูกได้ 12 เดือนโดยยังได้รับค่าจ้างเท่าเดิม อีกเรื่องคือเรื่องความเหลื่อมล้ำถ้าเราพิจรณากันแล้วจะพบว่าคนที่ทำงานได้เงินเดือนต่ำที่สุดในประเทศกับ CEO ของบริษัทขนาดใหญ่จะมีความต่างกันน้อยที่สุดในโลก (เทียบส่วนต่าง) และด้วยการจัดการบริหารที่ดีแบบนี้ Norway ยังจะคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกไปอีกนานครับ
กลับมาเรื่องงานหลังจากทำงานครบตามกำหนด คณะเราก็ได้เวลาเดินทางกลับสยามประเทศ เพื่อกลับมาพบกับประเทศอันเป็นที่รักของเราและกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อทำให้ประเทศเราเจริญขึ้นกว่านี้ไม่มากก็น้อย ขอจบตอนที่เจ็ดแต่เพียงเท่านี้ _/\_



เคยรู้มาว่า
ที่ norway เป็นประเทศที่มีสวัสดิการรัฐที่ดีที่สุดประเทศนึงในโลก
แต่ก็แลกด้วยการเสียภาษีที่แพงหูฉี่เช่นกัน
(แต่ถ้าเสียแพงแล้วได้คืนมาแบบคุ้มๆก็ยอมครับ)
และเป็นประเทศที่ประชากรในประเทศมีสวัสดิภาพในการใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมเช่นกัน
อาทิเช่น
หากคุณเดินบนท้องถนน และกำลังจะข้ามถนนนั้น
เพียงแค่คุณเงื้องท่ากำลังจะก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งลงบนพื้นถนนนั้น
รถทุกคันที่กำลังวิ่งผ่านมา จะหยุดให้คุณข้ามถนนด้วยความปลอดภัยในทันที
หรือ
ถึงขั้นว่าตามกฏหมายเมื่อภรรยาคลอดบุตรนั้น
ฝ่ายภรรยาสามารถลาได้เต็มถึง 9 เดือนเลย แบบได้เงินเดือนด้วยนะครับ
ส่วนฝ่ายสามีนั้น ก็สามารถลางานไปดูแลภรรยาที่พึ่งจะคลอดได้ถึง 3 เดือนเต็มเลย
แบบได้เงินเดือนเช่นกัน
แต่ทุกวันนี้ชายนอร์เวย์แต่งงานกับสาวนอร์เวย์น้อยลง
หันไปแต่งงานกับคนต่างชาติมากขึ้น หนึ่งในนั้น คือ “สาวไทย”
อืมห์….
ไม่รู้ว่าทั้งหมดที่ได้ยินมา เป็นจริงแค่ไหนเน้อ
..ว่าแต่เสียดายเน้อ ที่ไม่ได้ดู แสงเหนือ
อุตส่าห์ข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปถึงนั้นแล้ว
เสียดายแทนเน้อ
เจ๋งอะ อยู่นั่นคงปั่นจักรยานอย่างมีความสุข
เลิกเขียนโปรแกรม หันไปขุดหาน้ำมันกันเถิด…