Is it worth to pay for knowledge?

มันคุ้มไหมที่จะจ่าย? เรื่องนี้เป็นเรื่องสืบเนื่องมาจาก tweet มหาโหดของผมที่เกี่ยวกับทัศนคติของผมที่มีต่อการซื้อรถยนต์ของรุ่นน้องหลายคนที่ผมรู้จัก ทำไมผมต้อง Tweet แบบนั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผม Tweet เรื่องนี้แต่ผมพูดเรื่องนี้มาเป็นสิบครั้งก่อนหน้านี้ แล้วมันเพราะอะไร?

โดยส่วนตัวผมคิดว่าของทุกอย่างมันมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราจะได้มันมาครอบครอง การดิ้นรนครอบครองสิ่งของเช่นรถยนต์ก่อนเวลาอันควรมันเป็นการทำลายโอกาสบางอย่างในชีวิตไปได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะคนที่บ้านไม่ได้มีฐานะดีมาตั้งแต่เกิด เราควรจะนำเงินทองที่เราหามาได้อย่างยากลำบากนำไปพัฒนาตัวเองให้มีขีดความสามารถที่ะแข่งขันกับคนอื่นๆที่เค้าพร้อมกว่าเราให้ได้เสียก่อน มากกว่าที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปละลายกับสิ่งไร้สาระอย่ารถยนต์

เราลองมาคิดกันง่ายๆ คำถามง่ายๆที่ผมอยากจะได้คำตอบ “คุณอยากมีชีวิต แบบไหน?  อยากทำงานอะไร? อยากมีเพื่อนร่วมวานแบบไหน?” ผมคาดเดาคำตอบได้อย่างไม่ยากเย็น ทุกคนล้วนอยากตอบว่าอยากทำงานกับบริษัทที่ดี มีสวัสดิการดี เงินเดือนสูง หรือบางคนออาจะอยากทำงานกับบริษัทข้ามชาติ หรือให้เต็มที่คืออยากไปทำงานต่างประเทศ ผมคิดว่าเกิน 80% ต้องตอบแบบนี้เพราะใครๆก็อยากมีชีวิตที่ดีซึ่งบางทีก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน แต่ลองหันกลับมามองความเป็นจริงบริษัทดีๆมีกี่บริษัท? บริษัทเหล่านั้นเปิดรับพนักงานปีละกี่คน? และที่สำคัญบริษัทเหล่านั้นมี Criteria ในการรับคนเข้าทำงานอย่างไรบ้าง?

จากนั้นผมอยากให้น้องๆนั่งลง ตั้งสติ แล้วพิจรณาดูตัวเองก่อนว่าไอ้ความสามารถที่เรามีอยู่นั้น มันมากพอ เพียงพอ ดีพอ ที่จะเข้าทำให้คนที่คัดเลือกเราหยิบ Resume เราขึ้นมาดูไหม เรามีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นไหม เรามีความสามารถอะไรที่โดดเด่นกว่าคนอื่นไหม ถ้ายังผมถามว่าคุณจะเอาเงินที่คุณหาได้จากการทำงานสองถึงสามปีแรกไปทำอะไร? ซื้อรถไหม? อย่างที่ผมบอกผมไม่เคยเห็นบริษัทไหนประกาศรับพนักงานโดยระบุว่าผู้สมัครต้องมีรถส่วนตัวจะได้รับการพิจรณาเป็นพิเศษ สาบานได้ว่าผมไม่เคยเห็น แม้แต่ตำแหน่ง Sale ก็เห็นได้น้อยมาก

แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่เราควรจะพัฒนา? ปัญหาข้อนี้ตอบได้ไม่ยากสำหรับผมเพียงแค่เราเปิด เวบหางานดูตำแหน่งสูงกว่าที่เราทำงานอยู่แล้วลองหาสิ่งที่ซ้ำกันจากบริษัทต่างๆ รับรองว่า list ออกมาได้ไม่กี่ข้อและหนึ่งในความสามารถที่ senior ทุกคนต้องมีคิอ “Good Communication In English” อันนี้เราต้องยอมรับโดยสดุดีว่าถึงวันนี้ความสามารถด้านการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีติดตัวไว้ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะช่วยเสริมให้คนพิจรณาไม่โยน Resume เราทิ้งตั้งแต่รอบแรกๆ และแน่นอนว่ามันสำคัญมากสำหรับคนที่ต้องการทำงานกับบริษัทข้ามชาติเพราะคงหาได้ยากที่ชาวต่างชาติจะรับพนักงานที่ไม่แม้แต่จะสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ถึงแม้ว่าเค้าคนนั้นจะสามารถทำงานเฉพาะทางได้เก่งแค่ไหนก็ตาม เพราะมันคุยกันไม่รู้เรื่อง มันจะอธิบายกันยังไง หรือถ้าเข้าไปได้คุณจะเติบโตได้อย่างไรในเมื่อคุยกับเจ้านายไม่รู้เรื่อง?

อย่างไรก็ตามยังมีคนบางกลุ่มเห็นว่าการซื้อรถเป็นเรื่องของการเก็บออมเงินทางอ้อมยังไงอย่างน้อยก็ยังเหลือรถ แต่ถ้าเอาไปเรียนภาษาเหมือนเอาไปละลายแม่น้ำทิ้ง ข้อนี้ผมเถีบงขาดใจ ผมเปรียบเทียบการใช้ภาษาเหมือนกับการว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน เมื่อเราสามารถทำมันได้แล้วมันจะอยู่ติดตัวไปจนวันตาย เราไม่มีทางแกล้งว่ายน้ำไม่เป็นเมื่อเราถูกจับโยนลงทะเล เราไม่มีทางแกล้งขี่จักรยานไม่เป็นถ้าถูกทิ้งไว้กลางทางพร้อมกับจักรยานหนึ่งคัน เราไม่สามารถแกล้งโง่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ถ้าถูกส่งตัวไปทำงานต่างประเทศ ดังนั้นสำหรับผมมันคุ้มค่าครับเพราะความสามารถนี้มันจะอยู่ติดตัวเราไปตรายเท่าที่เรายังหายใจอยู่ ผมถามว่ารถมันอยู่กับเราตลอดไปไหมไอ้คันแรกที่เราซื็อมาน่ะที่เราภูมิใจนักหนาว่านี่เงินกู แถมมูลค่ามันก็เสื่อมถอยลดน้อยลงไปทุกวัน แต่ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้ดีมีแต่ค่าตัวเราจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเรียนหรือการพัฒนาตนเองมันไม่เสียไปเปล่าๆหรอกครับเพียงแต่เราพยายามมองไม่เห็นค่ามันเท่านั้นเอง ผลที่ได้มันสัมผัสไม่ได้เป็นรูปธรรมเหมือนวัตถุแต่คุณค่ามันเหนือกาลเวลาครับ

สุดท้ายผม อยากให้น้องๆทุกคนที่ผมรู้จักคิดให้ดี คิดให้นานๆก่อนจะเอาเงินที่หามาได้ไป ดาวน์รถ เอาเงินไปดาว์นความรู้ มาไว้กับตัวเพื่อต่อสู้ฟาดฟันกับคนอื่นจะมีคุณค่ากว่าเยอะครับ ชีวิตคนเรายังต้องต่อสู้ไปอีกนานตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ รถไม่ได้ช่วยให้เราเอาชนะใครได้เลยครับ แต่ความรู้ความสามารถนี่สิใช่ รถยนต์ไม่ใช่สิ่งไม่ดีแต่จงมีมันเมื่อถึงเวลาอันสมควร

8 Responses to Is it worth to pay for knowledge?

  1. โดน! ผมก็อยากได้นะ แต่ไม่ถึงเวลาจริงๆ ผมคิดแบบนี้มานานแล้ว
    ตั้งแต่จบใหม่ๆ พ่อถามจะเอารถไหม จะออกให้ ผมบอกไปว่า ไม่มีปัญญาหาตังค์มาเติมน้ำมัน จนทุกวันนี้ทำงานมา 5 ปีก็ยังตอบเหมือนเดิม ไม่มีปัญญาหาเงินมาเติมน้ำมัน เอาจริงๆมันก็เติมได้แหละ แต่เอาไปลงทุนดีกว่า

    ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ถึงขนาดที่ต้องซื้อ

  2. โดนมากๆ เห็นด้วยทุกตัวอักษรครับท่าน

    ท่าน roofimon บรรยายได้ตรงใจเหลือเกิน

  3. ไม่ทราบว่าผมจะขออ้างอิงหน่อยได้ไหมครับ ผมเองนั่นคนในองค์กรผมมีแต่ปัญหาแบบนี้ซึ่งว่ากันแล้วพวกเค้าก็ไม่ใช้เด็กกันแล้วด้วย แต่ยังไม่รู้จักการลงทุนกับความรู้เลย ผมอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่าอยากจะเอาไปไปให้คนในองค์กรผมอ่านเลยเกิน

  4. ยินดีครับ เวบนี้เป็น Creative Commons 3.0 ครับ

  5. ผมเจอคนอีกประเภทน่ะ แบบ ภาษาอังกฤษใช้ได้ แต่ให้เขียนโปรแกรมทำไม่เป็น จบ ป.โท จากมหาลัยดัง ทำข้อสอบ 10 ข้อได้คะแนนไม่ถึงหนึ่ง แถมคะแคนที่ได้เกิดจากความเวทนาสุดๆ ไม่ทราบว่าจะมาสมัครเป็นโปรแกรมเมอร์ทำไม แล้วที่เรียนมากับใบปริญญาที่ได้นี่มันจับฉลากได้มาหรือไง

    เกรดสวยก็ดีครับ แต่ทำงานได้บ้างจะดีมาก

  6. เห็นด้วยอย่างสุดซึ้งครับท่าน ชอบตรงนี้ “เราไม่สามารถแกล้งโง่พูดภาษาอังกฤษได้ถ้าถูกส่งตัวไปทำงานต่างประเทศ”

  7. คมกริ๊บครับเรื่องภาษา อังกฤษดี ฝีมือใช้ได้ = ตัวเลือกส่งไปเป็นกรรมกรข้ามชาติยามจำเป็นครับ อังกฤษงึกๆ งักๆ จะส่งไปต่างแดนก็ลำบากครับ :D

    ซึ้งเรื่องภาษามากครับทั้งตอนเรียนตอนทำงาน คนชาติอื่นนี่ค่อนข้างคล่องพอสมควร พวกที่พูดกันงึกๆ งักๆ บางทีนี่เขียนอย่างแม่นแต่อันนี้ก็แล้วแต่คนไปครับ ผมพยายามไปถามสายรถเมล์เด็กนักเรียนที่มาเก๊า ตะลึงครับเพราะว่าตอบกันฉะฉานชัดเจนมาก ไม่มีอาการค่อยๆ นึกเป็นคำๆ ไปแต่ยิงมาเป็นชุดเลยทีเดียว ดูแล้วเก่งอังกฤษแน่นอนครับ

  8. แหม บทความนี้โดนใจ

    ส่วนตัวผมมองรถเป็นหนี้สิน
    หนี้สินคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเงินเพื่อจะได้ครอบครองมัน และมันไม่สร้างผลตอบแทนอะไรให้เรา

    ซื้อรถเป็นเรื่องของการเก็บออมเงินทางอ้อม อันนี้ผิดแบบ 180 องศาเลย
    การออมเงินที่ทำให้เงินลดลงเข้าไม่เรียกการออมเงิน ซื้อรถวันนี้ลองเอาไปขายคืนพรุ่งนี้ดูว่าจะได้ราคาเดิมไหม

    ไหนจะค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ค่าพรบ ค่าจิปาถะ

    การบอกว่าซื้อรถคือการออมเงินผมยืนยันได้ว่า มองได้ผิดผลาดมาก

    แต่ก็จริงๆถ้าเราพิจารณาจากบริบทของสัมคมก็อาจจะไม่แปลกที่หลายคนเลือกที่จะซื้อรถก่อน
    ทั้งเรื่องของการหาคู่ ความสะดวกสบาย การได้รับการยอมรับทางสังคม
    บางคนเขาขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้มากๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Go back to top