Belief versus Credulity

อะไรคือความแตกต่างระหว่างความเชื่อกับงมงายในมุมมองของผม เรื่องเหล่านี้ผมได้มาจากการทำงานกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าปัจจุบันเพราะเรากำลังแก้ปัญหาขนาดใหญ่อยู่ที่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถแก้กันได้ภายในชั่วข้ามคืนเนื่องจากปัญหามันมีมานานและผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมากดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำคือเราต้องทำให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมี “ความเชื่อ” ให้เหมือนกันก่อนว่าปัญหานี้มีทางออกโดยที่ ณ วันสิ้นสุดโปรเจคนี้เราจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยกระบวนการที่เราตกลงกันแล้วว่าเราจะทำไปด้วยกันแบบนี้
กระบวนการ setup ความเชื่อนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการเริ่มทำงานเนื่องจากถ้าเราไม่เชื่อในสิ่งที่เรากำลังจะทำแล้ว ระหว่างทางเราก็จะหาเหตุผลมาขัดแย้งกันเองเสมอจนอาจเป็นชนวนทำให้เราไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ ดังนั้นเราต้องเชื่อก่อนว่ามันจะเป็นจริงดังนั้นก่อนลงมือทำเราต้องนั่งคิดหาเหตุผลมาตอบความสงสัยของตัวเองก่อนว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราไม่เชื่อว่าเราจะทำได้ แล้วก็ช่วยกันหาเหตุผลที่เหมาะสมมาตอบคำถามเหล่านั้น
ส่วนต่อไปคือการลงมือทำและการควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกรอบการทำงานที่เหมาะสม และจัดการให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด
จากนั้นส่วนต่อมาคือเราจะวัดยังไงว่าสิ่งที่เราทำไปแล้วสำเร็จหรือไม่นั่นคือเราต้องกำหนดการวัดผลหรือ KPI ว่าสุดท้ายถ้าเราสามารถทำได้ตามตัววัดผลเหล่านั้นแล้วถือว่าเราประสบความสำเร็จในการทำงานแล้ว ตัววัดผลนี้เป็นตัวแบ่งแยกอีกอย่างว่า งมงาย กับ ความเชื่อต่างกัน เนื่องจากถ้าเราลงมือทำอะไรโดยที่ไม่มีการวัดผลมีแต่การพูดลอยๆไปวันๆนั่นคือ เรากำลังงมงายในสิ่งที่ทำไปว่าสำเร็จอย่างไรก็ตามกระบวนการการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นถูกต้องหรือไม่นั้นใช้เวลาและต้องอาศัยการลงมือทำเยอะมากเนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องเยอะและอีกทั้งยังมีคนที่ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้คอยมาดึงดัน ฉุดกระชากลากถู อยู่เสมอ ด้วยเหตุผลของคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานแต่ชอบวิจารณ์ ขั้นตอนต่อไปคือรับข้อคิดเห็นจากคนที่อยากมีส่วนร่วมแล้วนำกลับไปปรับปรุงใหม่ เพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ผมจะบอกโลกคือ ผมเชื่อว่าผมทำให้ “Java เร็ว 1.0” ได้ และผมกำลังลงมือทำอยู่อย่างตั้งใจ ที่ผ่านมาในรอบแรกเราทำไปตลอดปีที่ผ่านมาด้วยการทำ Free Spring Training Day 1-4 ยังไม่สะใจเี่รายังไปมุ่งเน้นความเร็วระดับกลุ่มด้วยการทำ Agile66 เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้เร็วขึ้นยังยังไม่หมดทีมที่แข็งแกรงได้ต้องแกร่งมาจากตัว developer เองด้วยเรามี Code-66 ที่เป็นที่เก็บกระบวนท่าสำคัญในการพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ถูกต้องสำหรับตัว developer เอง เพราะเมื่อทีมและปัจเจกต่างทำงานภายใต้มาตรฐานที่ดีสิ่งที่ได้คือ “ความเร็ว” และ “ความถุกต้อง” นั่นคือสิ่งที่เราควรทำต่างหากไม่ใช่นั่งบ้าบอ ด่าชาวบ้านว่าช้า โดยที่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ดังนั้นสิ่งที่ผมจะบอกโลกคืออีกครั้งคือ ผมเชื่อว่าผมทำให้ “Java เร็ว 2.0” ได้ และผมกำลังลงมือทำอยู่อย่างตั้งใจ อีกรอบ
กระบวนการที่ผมตั้งใจไว้สำหรับการดำเนินการในรอบที่สองมี 3 ตัวคือ
1.โดยสิ่งแรกที่ผมจะแสดงให้เป็นคือ การพัฒนาแอพพลิเคที่เร็วไม่แพ้ภาษาอื่น ผ่านหนังสือ Getting Start With Grails ภาคภาษาไทย
2.สิ่งที่สองคือการส่งมอบแอพพลิเคชั่นที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้เร็วขึ้น ผ่านหนังสือ ภาษาไทยที่จะเขียนเองเกี๋ยวกับ Agile Development Methodology
3.สิ่งที่สามที่ผมจะส่งมอบคือการเปิดสอนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้วย Grails + Agile ฟรีเพื่อเสริมทักษะให้ Java Developer ว่าให้ทำให้ถูกไม่ใช่ทำให้เสร็จ
กระบวนทั้งหมดที่จะทำตั้งเป้าไว้เก้าเดือนนับตั้งแต่เดือนนี้ และสุดท้ายจะมีการสำรวจความคิดเห็นจากคนอื่นๆว่ามันเร็วขึ้นไหม ถ้ายังเร็วไม่พอเราต้องทำยังไงกันดีเพื่อทำรอบที่สอง สามสิ่งนี้เพียงพอแล้วที่จะบอกโลกได้ว่า “Java เร็ว 2.0” จงอย่านั่งเฉยพร่ำด่าในสิ่งที่ไม่ได้ทำ จงมองดูและร่วมทำถ้าเชื่อว่ามันจะดีขึ้น

Misfortune

เราเกลียดกันแค่ไหนกันหรือถึงกับต้องใช้คำนี้ “เสนียด

misfortune=[N] misfortune, See also: misery, ill-lucks, adversity, mischance, unfortunate, Syn. โชคร้าย, เสนียด, จัญไร, อวมงคล, Ant. โชคดี, Example: ปีนี้วันศุกร์ถือว่าเป็นกาลกิณีกับวันเสาร์, Thai definition: ลักษณะที่เป็นอัปมงคล

มากเกินไป

Coincidence

ช่วงนี้มีเหตุให้นึกถึงคำว่า “ประจวบเหมาะ” คำนี้ได้มาจากพี่ป๊อก @pphetra เนื่องจากได้ไปบ่นให้พี่เค้าฟังเรื่องงานบางอย่างที่มันเหมือนจะได้และเกือบจะได้อยู่แล้วแต่แล้วมันก็ลอยออกไปต่อหน้าต่อตาสองงานติดกัน พี่เค้าเลยบอกว่าจากประสบการณ์มาหลายร้อนหนาว เราต้องรอจังหวะที่เรียกว่า “ประจวบเหมาะ” ดังนั้นการที่เราจะใช้ชีวิตให้เหมาะกับคำว่าประจวบเหมาะได้ก็ควรจะทำตัวให้ออกแนวปล่อยวาง อย่าไปเร่งรัดอะไรมาก อะไรที่มันไม่ใช่ของเรามันก็จะผ่านไปเราก็มองมันวิ่งผ่านหน้าเราไปอย่างมีความสุข และหันกลับไปมองข้างหน้าและหาโอกาสใหม่ๆจะดีกว่า บางครั้งไอ้สิ่งที่มันวิ่งผ่านเราไปแล้วมันอาจจะวนกลับมาหาเราใหม่ได้ ใครจะไปรู้ ผลที่ได้จากการใช้ชีวิตแบบนี้คือเราสามารถมีสมาธิกับงานที่ทำได้ดีขึ้น ไม่วกวนวุ่นวายมาก รู้จักว่าควรจะทำอะไรเมื่อเวลาไหน ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำอะไรอย่างเดียวจนเสียงานอย่างอื่น ใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินใจมากขึ้นว่าสิ่งนี้ควรจะทำแล้วหรือยัง ช่วงเวลานี้ควรจะทำอะไรทำให้นึกย้อนกลับไปหาคำที่แม่เคยพร่ำสอนเมื่อสมัยเป็นเด็กว่าบางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรมันจะผ่านมาในชีวิตเราเมื่อไหร่ เราคาดเดาไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมตัวไว้ให้พร้อมสำหรับสิ่งที่เราเฝ้ารอ เราจะได้คว้ามันไว้ได้อย่างทันท่วงที หรือ ถ้าจะไม่คว้ามันก็เป็นเรื่องของเราเองที่จะไม่คว้า ไม่ใช่พอมันมาแล้วเราทำได้แค่นั่งมองทำตาปริบๆ
“เมื่อถึงเวลาอันเป็นประจวบเหมาะ เราก็พร้อมที่จะเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ”

The Second Pregnancy

วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2010 ตื่นนอนมาเก็บบ้านเหมือนเดิมเพราะลูกสาวทำรกได้ทุกวัน ยิ่งเก็บก็ยิ่งรก ยิ่งรกมันก็ยิ่งหลอกแม่มันซื้อของเล่นเยอะขึ้น เก็บเสร็จก็เข้าห้องน้ำ ระหว่างนั้นเมียก็เดินมาเคาะประตูห้องน้ำแล้วบอกว่า “มีข่าวดีจะบอก” เท่านั้นเป็นอันรู้กันว่า “ท้อง” อ่ะๆๆๆๆๆๆๆ ยังออกไปไม่ได้เพราะยังไม่เรียบร้อยดีใจอย่างไรก็ตามต้องรอก่อน
เรียบร้อยก็ออกมาดูผลการทดสอบด้วยเครื่องมือ (เมียแอบบซื้อมาตอนไหน) ผลคือสองแถบ

ดีใจมากครับเพราะนี่คือหนึ่งในภาระกิจที่ หม่อมแม่สั่งไว้ว่าต้องมีอีกคนเพื่อให้ถูกต้องตามหลักของ Enterprise Architect คือ ระบบใดๆก็ตามที่มีความสำคัญมากต้องมีทำ Clustering ตอนนี้ Node ที่สองมาแล้วต่อไปต้องไปยืนยันกับคุณหมอก่อนว่าทุกอย่างเรียบร้อย
ถ้าเรียบร้อยเราจะได้มาตั้ง code name กันเพราะตอนท้อง ณมน เราใช้ Code Name = “Veggie” เนื่องจากตอนนั้นตัวแม่กินอะไรไม่ได้เลยกินได้แต่ผลไม้กับผัก ดังนั้นเราจะมาเฝ้าดูอาการของตัวแม่ว่าเป็นยังไงแล้วเราจะได้ code name ใหม่มาเล่นกัน 🙂

Dream a little dream of me

คนที่ทำงานด้าน software จุดที่คุณฝันใฝ่ไว้คืออะไร?
เอาแบบฝันจริงๆนะแต่ยังไม่ได้ทำและไม่รู้จได้ทำหรือป่าวเพราะแก่แล้ว Constraint เริ่มเยอะ ส่วนตัวอยากเป็น expert ในการสร้าง แอพพลิเคชั่นหนึ่งอย่าง(อะไรก็ได้ขอแค่อย่างเดียว) เนื่องจากพอเป็น expert แล้วจะมี skill มองภาพทะลุ (end-to-end)ส่งผลให้สร้างสรรค์งานออกมาให้เป็นศิลปะได้งดงามตามแบบที่ควรจะเป็น เช่น ช่างทำนาฬิกา ช่างทำทอง ช่างทำเฟอร์นิเจอร์ โดยกระบวนการสร้างนั้นต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าการสร้างซอฟท์แวร์ที่ถูกต้องควรจะเป็นต้องทำอย่างไรหรือเราเรีกยกว่าอยากสร้างงานที่งดงามด้วยกระบวนท่าที่สวยงาม ผมเชื่อว่าการทำเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเป็นเรื่องที่เป็นไปได้แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยทำได้ ==”
ผมอาจจะเป็นคนทำระบบจองห้องประชุมที่เก่งที่สุดในโลก นั่นคือความฝันอันสูงสุดในเรื่องการทำงานครับ