เมพส์: คู่มือเขียน iPhone App

ได้รับคำเชิญให้เขียนคำนิยมหนังสือเล่มนี้ จากท่านอาจารย์ รวิทัต ภู่หลำ @rawitat มีหรือที่จะไม่ทำแต่สิ่งที่ยากกว่าคือ “จะเขียนยังไง” คิดอยู่นานมากลองเขียนอยู่ในใจประมาณ 20 รอบจนกระทั่งสุดท้ายลุกมาเขียนตอนตีห้าวันชาติอเมริกา เขียนรวดเดียวจบแล้วส่งเลย ได้ความดังนี้ครับ

“เมพส์” นี่คือหนังสือในตำนาน อ่านเพลินรวดเดียวผ่านไป 5 บทและยอมขายวิญญาณให้ iOS Dev Center แบบไม่ยั้งคิดเนื่องจากอ่านแล้วอยากเขียนมากไม่อยากแม้กระทั่งนั่งเขียน forwardหัวใจร่ำร้องจะเขียนโค้ด แต่ต้องหักห้ามใจไว้ก่อนเนื่องจากมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั่นคือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ “มหัศจรรย์มาก” โดยเฉพาะห้าบทแรกผมขอเรียนกว่าเป็นปฐมบทที่สอนให้เรา “คิด” การสอนให้คิดนี้เป็นส่วนที่ทำให้เราทำงานออกมาได้ “ถูก” ซึ่งหนังสือที่สอนให้เราทำให้ถูกนั้นมีอยู่น้อยมากในประเทศเรา เพราะการสอนให้ คิด จำเป็นต้องเสียพื้นที่ในหนังสือเพื่ออธิบายแนวคิดขั้นพื็นฐานไปมาก ซึ่งสำหรับบางคนแล้วการใส่เนื้อหาส่วนนี้เข้ามาเป็นเหมือนการทำผิดกันเลยทีเดียว เพราะมันเป็นเนื้อหาที่ขายยากแต่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนออกมาแบบสวนกระแสซึ่งสิ่งที่เกิดเป็นการสะท้อนความเป็น ครูและอาจารย์ของผู้เขียนออกมาได้อย่างชัดเจนเพราะความรู้พื้นฐานมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
การทำสิ่งที่ถูกควรมาก่อนสิ่งอื่นๆเสมออย่างไรก็ตามภายใต้เนื้อหาอันเข้มข้นนั้นเราจะได้พบกับการใช้ภาษาที่เรียบง่ายอ่านแล้วเห็นภาพทันทีเพราะเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราเช่นใครจะไปคิดได้ว่าการอธิบายแนวคิดเรื่อง Model-View-Controllerจะสามารถเขียนออกมาเป็น “เรื่องราวของเราสามคน:นองพริตตี้พี่เอ็นจิเนียรและผู้ประสานงานแค่นี้ก็ “มันส์” แล้วครับ ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้ในห้าบทแรกเราสามารถเอาไปประยุกต์ใช้เข้ากับการเขียน Application บนภาษาไหนก็ได้
จากนั้นผมขอข้ามไปที่บทสุดท้ายเรื่อง “เส้นทางข้างหนัา” ที่เป็นเหมือนการขมวดปมว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกสอนให้เรารู้และเข้่าใจในทุกๆอย่างได้อย่าคิดเพียงแค่ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะกลายเป็นเทพ Objective-C ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโปรแกรมเมอร์คือการพัฒนาความสามารถของตัวเองให้ทันกับโลกอยู่เสมอเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการก้าวไปข้างไปข้างหนัา “อย่าหยุดที่จะเรียนรู้”
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วเมื่อท่านเงยหน้าขึ้นจากหนังสือและคลำดูที่ต้นคอเราจะพบว่าเราถูกถอดออกจาก The Metrix แล้วและผมเห็น Morpheus ยืนอยู่ข้างหน้าแล้วพูดว่า “Welcome to the real world”
ทวิร พานิชสมบัติ
@roofimon
Proficient Software Craftsman
Opendream
เร็วส์™

ศิลปะ รากฐานแห่งการศึกษา

หนังสือเล่มนี้ซื้อไว้นานมากดองไว้ในกองหนังสือจนลืมไปแล้วว่ามีอยู่แต่ไม่รู้อะไรหลายอาทิตย์ก่อนไปค้นของบางอย่างในกองหนังสือเห็นปกหนังสือเล่มนี้ก็สะดุดตาว่ายังไม่ได้แม้แต่จะเปิดอ่าน เลยดึงออกมาวางไว้ที่บันไดบ้านแล้วก็วางมันไว้อย่างนั้นอีกหลายวันจนกระทั่งพี่ที่ทำความสะอาดบ้านเก็บหนังสือไปหมดเอาไปตั้งไว้อีกที่โดยมีหนังสือเล่มนี้วางอยู่ด้านบนสุด เมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือตอนเช้า 🙂 ก็เลยตาลีตาเหลือกหยิบเล่มนี้ไปอ่านหลังจากเปิดอ่านคำนำแล้วถึงกับเคลิ้มไปและก็เป็นอีกครั้งที่เป็นหนังสือของคนที่เคยทำงานในสำนักหรืออาศรมสุดเท่ที่อินเดียที่ชื่อ “ศานตินิเกตัน” ผมได้รู้จักอาศรมนี้จากหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ “อินเดียใต้ต้นไม้
และเป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สวยงามเพียงไหน ผมไม่อาจจะสือมันออกมาได้ในขณะนี้เพราะขณะที่เขียน entry นี้ผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบอ่านไปเพียงแค่บทนำเท่านั้นเองแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมานั่งเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ก่อนดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมทำได้คือการคัดลอกข้อความจากปกหลังมาเขียนไว้ที่นี่
art.JPG
“เราต้องทำให้พ่อแม่ตระหนักถึงขั้นตอนการเติบโตตามธรรมชาติของเด็กกับความต้องการด้านสุนทรียภาพที่แท้จริงของเขา ซึ่งจะสัมฤทธิผลได้ด้วยการปล่อยให้เขาได้เข้าถึงพัฒนาการของตนเองอย่างเต็มที่และสมบูรณ์เท่านั้น”

ผลผลิตของสำนักนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
มีนายกรัฐมนตรีของอินเดียหนึ่งคนชื่อ Indira Gandhi
นักเขียนรางวัล Nobel Memorial Prize in Economic Sciences Amartya Sen
และมีอีกหลายท่านที่เป็นคนที่มีอิทธิพลต่ออินเดียและโลกใบนี้ ศิลปะช่างทรงพลังยิ่งนักแต่เราคนในบ้านเราเองกับมองศิลปะว่าเป็นเพียงแค่งานอดิเรกเป็นงานที่ทำเพื่อพักผ่อนหนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเห็นศิลปะในแง่มุมที่แตกต่าง การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างคนอย่างให้มีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ (ผมเองก็ยังสงสัยอว่าของสิ่งนี้คืออะไรและหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้)