บาร์แคมป์บางเขน 2

“บาร์แคมป์คือการสัมมนาที่ไม่มีรูปแบบ” อยากไปพูดอะไรก็เสนอหัวข้อเดี๋ยวก็รู้เองว่าจะมีคนอยากฟังไหม บาร์แคมป์บางกอกจัดมาสี่ครั้งใหญ่ขึ้นทุกวันบรรยากาศก็มีความเป็นตัวเองบ้างว่าความ Geek มันหายไปแต่เนื่องจากบาร์แคมป์ไม่ใช่ของใครใครอยากจัดก็จัดเพื่อความบันเทิงทางสมองและปัญญา อยากจะให้จัดกันบ่อยๆสนุกดี
บาร์แคมป์บางเขนปีนี้เป็นปีที่สองปีแรกเสื้อสีเคี้ยวเขียวสะท้อนแสงจัดที่ตึกนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บ้านผมเป็นชัยภูมิ Geek มีงาน Geek Geek แถวนี้เยอะ) ปีนี้รู้ตัวแน่ๆว่าไม่ได้ไปร่วมงานแบบเต็มวันเพราะต้องช่วยเมียเลี้ยงลูกและต้องทำอะไรมากมาย แรกเลยตั้งใจจะไปเดินเล่นรับบรรยากาศเหมือนครั้งแรกไปดูเด็กทำกิจกรรมกัน แต่ไม่รู้อะไรอยู่ดีๆก็อยากทำอะไร บ้าๆ ขึ้นมาหนึ่งอย่างคือ “อยากพูดเรื่องที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลย”
-แล้วจะมีคนฟังไหม
-อย่าไปสนใจนี่คือบาร์แคมป์
-ว่าแล้วก็จัดไปเรื่อง “Good Resume in my point of view”
แต่เช้าเลยฝาก @zyracuze ส่งหัวข้อพร้อมกับเล่นเส้นเล็กน้อยว่าขอเป็นช่วงบ่ายเพราะยังไม่ได้ทำอะไรเลยบทก็ไม่มี slide แน่นอนยังไม่ทำ ผ่านไปถึงสายๆผล vote เป็นดังนี้

“ดูท่าจะรอดแน่นอน” ทำใจเย็นต่อไปเตรียมสไลด์บ้างคร่าวๆแต่ก็เขียนไม่ออกเพราะ resume คือเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องเลย จะเอาอะไรไปพูดวะ สักบ่ายโมงนอนสบายใจ

บ่ายสองตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ “พี่ๆขอพี่บ่ายสองครึ่งครับ” คำอุทานแรกที่ดังมาในใจ “เฟี่ยแล้วไม่เสร็จสักอย่างจะรอดไหม” เปิดดู twiiter, facebook พบว่ามีคนโหวดให้จริงดังนี้

ไปถึงห้องที่ต้องพูดเป็นเวลาบ่ายสองยี่สิบนาที มีอะไรในหัวบ้าง ไม่มี แต่นี่คือบาร์แคมป์จงเชื่อมั่นในพลังของบาร์แคมป์ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ resume เลย” จากนั้นความมันส์ก็บังเกิดใครที่อยู่ในห้อง 3304 คงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น 🙂

This is Barcamp Bangkhen

Cobus Method หูไม่คัน จงเชื่อมั่นในหูของท่าน

ดูให้จบก่อนนะครับ ผมดูแล้ว “ก็ตีดีนะ แล้วไง” ตาผมบังเอิญไปมองเห็น link ด้านล่างวีดีโอนี้มันเขียนว่า Here’s what I’m working on right now: http://CobusMethod.com/sneak-peek
โอวมีคำว่า method ต้องมีอะไรดีกดซะ

เข้าไปก็พบกับโฆษณาที่ฟังครั้งแรกแล้วทึ่งผมสรุปง่ายดังนี้นะครับ Cobus ไม่เคยเรียนตีกลอง เขาตีตามที่เขาได้ยินและจินตนาการว่าเสียงที่ได้นั้นต้องตีออกมาอย่างไร แล้วเขาก็ post สิ่งที่เขาทำขึ้น youtube และด้วยอะไรสักอย่างสิ่งที่เขาทำมันดังครับมีคนตามดูจนถึงวันนี้มากกว่า 80 ล้านวิวมันทำให้เขากลายเป็นมือกลองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง โดยที่เขาไม่เคยเรียนดนตรีแม้แต่หนึ่งครั้ง
กระบวนการตีแบบนี้เขาเรียกมันว่า Cobus Method เป็นกระบวนการสอนให้เราสามารถตีกลองได้ด้วยการฟัง ไม่มีการอ่าน sheet แม้แต่แผ่นเดียวไม่มีทฤษฎีดนตรีที่แสนซับซ้อนนอกจากจะเล่นได้เหมือนแล้วยังแนะนำกลเม็ดในการแต่งจังหวะของตัวเองอีกด้วยทำอย่างไรที่จะสามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพกับมืออาชีพคนอื่นๆในห้องอัด
นี่แหละ Cubus Method วิธีการเรียนที่มาจากเด็กเกรียนจาก แอฟฟริกาใต้ เขาทำมันด้วยใจซัดไปดั่งใจคิดและสิ่งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียง ทำมาหากินได้ และโชคดีที่เราสิ่งที่เขาทำมาตลอดนี้ได้ถูกบันทึกไว้ “ซื้อไหมครับ”
ผมชอบประเด็นการขายของเขามาก เพราะแม้กระทั่งผมเองยังเชื่อว่าจะตีออกมาให้ได้แบบนี้ต้องเป็นคนที่เรียนมาจากโรงเรียนดนตรีเท่านั้นซึ่ง VDO นี้ลบล้างความเชื่อผมหมดว่า เห้ยถ้ามัวแต่คิดว่าทุกอย่างต้องเกิดจากการเรียนจากสถาบันอะไรสักอย่างก็เหมือนเราได้ปิดตัวตาย ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้นถ้าไม่ได้เรียนอย่างเป็นทางการเพราะเดี๋ยวจะทำออกมาผิด แต่! ทำไมเราต้องกลัวผิดด้วยล่ะ ทำไมต้องมีกรอบความคิดแบบนี้อยู่ในหัว? บางครั้งเราก็กลัวที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ๆหรือแตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยทำเพียงเพราะคำอ้างโง่ๆที่เราชอบใช้ว่า “ไม่ได้เรียนมา” แต่เราลืมไปว่าแค่เราเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างนั่นคือการเริ่มต้นเรียนรู้แล้ว ความผิดพลาดที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเองจะสอนว่าเราจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร มันจะสั่งสมและทำให้เราเริ่มรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ มันจะค่อยๆรวมกันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่งเราจะรู้สึกได้เองว่า “เรารู้” รู้ได้ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าเรื่องของ Cobus Method จะเป็นจริงหรือเป็นแค่นิยายเอาไว้ขายของ แต่อย่างน้อยผมก็ได้เรียนรู้ว่า “แค่ลองทำดูเดี๋ยวก็รู้เอง” มันอาจจะดีก็ได้

นิทานทำมือ “แมวน้อยหลงทาง”

เย็นวันศุกร์ที่ดูเหมือนวันศุกร์ทั่วไปวันหนึ่ง ชีวิตของผมก็ดำเนินไปตามปกติคือกลับมาถึงบ้านเล่นกับลูกเอาลูกเข้านอน การบ้านยังไม่ต้องทำเดี๋ยวทำวันอาทิตย์ฝึกไว้ให้ชิน (เราต้องมีแรงบันดาลใจก่อนถึงจะลงมือ) แน่นอนเราพ่อลูกก็เล่นกันไปตามประสา เล่นไปร้องไห้ไป แล้วพ่อมันก็โดนอมม่าด่าประจำว่าชอลแกล้งลูกดังนั้นตอนนี้ผมขอสารภาพก่อนว่ามันเป็นความเก็บกดส่วนตัวอย่างหนึ่งเหอๆๆๆ เนื่องจากเป็นลูกคนเดียวไม่มีน้องพอมีลูกสาวเหมือนมีของเล่นแกล้งมันแล้วสนุกดี ชอบๆๆแกล้งมันทุกวันจนเดี๋ยวนี้มันเฉยๆแล้วแกล้งไปไม่ค่อยร้อง ก็เลยกะว่าเดี๋ยวรอไอ้คนเล็กโตอีกหน่อยจะแกล้งมันอีก 🙂
กลับเข้าเรื่องคืนนั้นเองหลังจากที่ลูกทั้งสองหลับไปเรียบร้อยแล้วคุณแม่คนเก่งก็เปิดกระเป๋าลูกออกมาตรวจดูว่ามีการบ้านอะไรบ้างค้นไปค้นมาก็อุทานว่า “งานเข้า” ไอ้เราก็นึกว่าเมียเห็นว่าลูกสาวเอาอะไรพิเรนๆกลับมาจากโรงเรียนอีกแต่สิ่งที่เมียบอกคือ “ต้องแต่งนิทานคุณธรรม ให้ณมน ไปเล่าให้เพื่อนฟังหน้าห้อง” ได้ยินแบบนี้ถึงกับเครียดคือไอ้แต่งนิทานน่ะก็ยากมากแต่ที่ยกกว่าคือต้องวาดรูปประกอบพร้อมสอนลูกให้ไปเล่าให้เพื่อนฟังด้วยคือผมรู้ตัวเองมานานแล้วว่าต่อมศิลปะได้ฝ่อไปจากร่างกายและสมองอันน้อยนิดของผมไปแล้วให้วาดแก้วน้ำยังวาดไม่ค่อยจะได้ แต่นี่ต้องวาดนิทานนนน เออยากไปไหม ที่สำคัญคือมีเวลาห้าวัน แต่สิ่งเดียวที่สามารถตอบได้เพื่อรักษาความแมนไว้คือ “เออเดี๋ยวทำให้ สิวๆ” แบบเข้มแข็งแล้วก็พากันไปนอนอย่างสบายใจไทยแลนด์
เสาร์ อาทิตย์ก็ผ่านไป จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ก็ผ่านไปมารู้ตัวอีกคือคืนวันพฤหัสเมียบอกว่าเตือนมาหลายวันแล้ว แกลืมตลอดทำไงเนี่ยพรุ่งนี้ส่งแล้วสิ่งเดียวที่ตอบได้คือ “เออเดี๋ยวทำให้ สิวๆ” เมียส่งสายตาประหารกลับมาทันที่แปลได้ความว่า “สิวยัง นี่เหลืออีกแปดชั่วโมง มันยังไม่เริ่มวาดเลย” และสิ่งเดียวที่ต้องรีบโต้ตอบกลับไปคือ “เราจะเขียนเรื่องลูกแมวหลงทาง” เนื่องจากเมื่อเดือนก่อนครอลครัวเราเคยมีโอกาสได้ลองเลี้ยงลูกแมวที่มีคนเอามาปล่อยไว้ข้างบ้านเป็นแมวสีดำชื่อ “โอเลี้ยง” และเราพบว่าณมนชอบแมวมาก เดินไปเล่นได้ทั้งวันแต่มันอยู่กับเราได้แค่สองวันเท่านั้นแม่มันก็มารับไปแต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้สอนให้ลูกรู้จักความเมตตารักสัตว์ อย่างน้อยเราก็ช่วยให้มันกินอิ่ม มีที่นอนอุ่นๆ จนแม่มันมารับไปและผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีของณมนเลยทีเดียว
แต่่ปัญหาคือแล้วเราจะวาดยังไง ไอ้ story น่ะไม่ยากแต่ไอ้รูปประกอบเนี่นสิลำบากนั่งร่างอยู่นานก็ได้คนแบบหัวไม้ขีดกับแมวแบบถ้าไม่บอกว่าเป็นแมวลูกคงคิดว่าเป็นแมงมุมและแล้วหลังจากเมียลงมาก็ทนสภาพไม่ได้จึงเดินไปเดินมาอยู่และเมียผมก็กลับมาพร้อมกับสุดยอดวัสดุต้อนแบบสองอันนี้


โอวสวรรค์ประทานเราได้ตัวละครครบแล้วสิ่งเดียวที่ต้องทำคือแปลงร่างคนหัวไม้ขีดของผมและแมวมุมให้อยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงต้นแบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั้งซ้อมอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อปลุกวิญญาณศิลปิน หลังจากที่พอเรียกได้ก็จัดสินใจวาดรวดเดียว แต่ไม่จบ เนื่องจากศิลปินคงจะไม่ทำอะไรพรวดเดียวจบมันดูง่ายเกินไปฉาบฉวยเราต้องเว้นไว้เพื่อหาแรงบันดาลใจ ผมจึงเดินไปนอนโดยเว้นหน้าสุดท้ายกับหน้าปกไว้แล้วเข้านอนหาแรงบันดาลใจอย่างมีความสุข เมี๊ยวๆ
ตื่นมาตอนตีห้ามานั่ง build อีกพักก็สามารถจบเล่มนิทานสุดยอดโคตรๆ ทำมือ เล่มแรกในชีวิตออกมาหน้าตาแบบนี้ครับ ใครขวัญอ่านกรุณาอย่าอ่านนะครับ อาจเครียดไปสักพักได้ว่านี่ตั้งใจทำแล้วหรือ ก็เห็นใจผมหน่อยนะครับ อายุอานามก็เท่านี้แล้ว ได้แค่นี่ก็โอเคแล้ว