Nokia N9: ก็ใจมันรัก

เรื่องมีอยู่ว่าผมซื้อโนเกียเอ็นเก้าโทรศัพท์ที่ได้รับคำนิยามว่า “มีทุกอย่างยกเว้นอนาคต” มาใช้คำถามคือเพราะอะไรคำตอบคือ “ก็ใจมันรักจึงอยากใช้” เป็นเหตุผลที่ไร้เหตุผลมากแต่เบื้องลึกแล้วมันคงเนื่องมาจากเป็นแฟนโนเกียมานานมาก แต่หลังๆไม่ค่อยได้ซื้อโนเกียเพราะดูแล้วไม่ใช่เหมือนจะได้แต่ยังไม่ใช่ เครื่องสุดท้ายที่ซื้อน่าจะเป็นรุ่นบังตอที่เวลาคุยต้องเอาสันแนบหูรุ่นนี้โคตรจะโดนเลยครับ
สำหรับผมแล้วเวลาซื้อโทรศัพท์มักไม่ค่อยพิจรณาอะไรมาก ดูๆแล้วรุ่นไหนอยากใช้ก็เก็บเงินซื้อเลยไม่ได้โชว์รวยอะไรนะครับเก็บเงินหลายเดือนเหมือนกันกว่าจะได้แต่ละเครื่องสาเหตุที่ไม่ค่อยพิจรณามากเพราะมีความเชื่อว่าเมื่อเราซื้ออะไรที่เราอยากใช้เราจะใช้มันอีกอย่างของแบบนี้ช่วงอายุมันสั้นครับสำหรับผมโทรศัพท์เครื่องหนึ่งก็ปีสองปีเดี๋ยวก็ซื้อใหม่และพูดตามตรงราคาโทรศัพท์แต่ละเครื่องก็ไม่ได้เยอะขนาดทำให้เราต้องคิดเยอะขนาดนั้นซื้อมาแล้วใช้ไปใช้มาไม่ชอบก็อดทนรออีกสักปีเดี๋ยวก็เก็บเงินซื้อใหม่เครื่องเก่าก็แจกชาวบ้านชาวเมืองไป ดังนั้นเวลาซื้อโทรศัพท์ผมจะตัดสินด้วยอารมณ์ล้วนๆ อยากใช้ก็ซื้อเลย เท่หล่อสุดๆ
สำหรับ N9 เป็นโทรศัพท์ในตระกูล Smart Phone เครื่องที่ 4 ต่อจาก iPhine 3GS, Samsung Spica, Samsung Wave จะเห็นว่าผมซื้อมั่วไปหมดลองมันทุกตระกูล แต่ช่วงหลังๆใช้ไปใช้มาพบว่าตัวเองใช้ smart phone ได้โคตรโง่เลยคือใช้อยู่ไม่กี่อย่างนับได้ดังนี้ตามความถี่ โทร ถ่ายรูป twtter facebook แค่นี้!!!! อะไรกันทำไมเหลือแค่นี้โคตรจะไม่ smart เลย
ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดเครื่องใหม่ก็เลยเลือกตามสิ่งที่ตัวเองใช้จริงเท่านั้น แค่โทรได้ ถ่ายรูปเทพ ติดตามข่าวสารบน social network ได้บ้างอะไรบ้างแถมท้ายด้วยวัสดุเทพจับแล้วดูดีมีราคา ได้แค่นี้ถือว่าโอเคได้มากกว่านี้ถือว่ากำไร ตอนแรกว่าจะซื้อ Samsung Galaxy S แล้วเพราะชอบจริงอะไรจริงกำลังจะเดินไปเสียเงินอยู่แล้วเพราะแอบเล่นของ น้าเก่ง(@kengggg) อยู่บ่อยๆ แต่ก่อนนั้นก็ดันไปเจอ VDO เปิดตัวนี่เข้าจบกันไม่ต้องซื้อมันละ Galaxy S

  1. เรื่องโทรไม่ต้องพูดถึงโทรศัพท์โนเกียต้องโทรได้ดีอยู่แล้วและโทรได้ดีด้วยเสียงในการสนทนาหลังจากได้ทดลองกับภรรเมียแล้วพบว่าชัดแจ่มแจ๋วดีมากอันนี้ผ่านคะแนนเต็ม
  2. เรื่องกล้องอันนี้เห็นความเทพของกล้องโนเกียตั้งแต่ N8 แล้วกล้องมหัศจรรย์มากดังนั้น N9 ก็ไม่ทิ้งลาย กล้องเทพสามารถชมภาพตัวอย่างได้ที่ Engadget นะครับส่วนตัวหลังจากได้ลองใช้ดูแล้วพบว่ากล้องโนเกียเอ็นเก้าเขาเทพจริงเรื่องความเร็วทั้งเวลาในการเตรียมพร้อมและการโฟกัส ส่วนวิดีโอถือว่าดีทีเดียวคิดว่าพอสำหรับความต้องการส่วนตัวเพราะส่วนมากจะใช้กล้องถ่ายภาพลูกสาวทั้งสองคนดังนั้นถ้ากล้องพร้อมช้าก็จะหงุดหงิดบ้างแต่สำหรับเอ็นเก้าถือว่าพร้อม
  3. เรื่อง Social Network เรียกว่าพอมีบ้างแต่แอพพลิเคชั่นเรียกว่าสู้ไม่ได้ถ้าเทียบกับมือถือจากค่ายแอปเป้ิลและแอนดรอยด์(ระดับสูง) เหมือนจะยังไม่ค่อยพร้อมในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จริงๆอาจจะโดนทิ้งไปไกลมากเลยผมว่าถ้าคนที่เสพติดมากๆอาจทนไม่ได้กันเลยทีเดียวยิ่งเมื่อเทียบกับ Facebook App สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ยิ่งเห็นความห่างมากมาย
  4. เรื่องต่อไปเรื่อง Operating System โดยรวม Meego หลังจากได้เล่นมาสี่ชั่วโมงพบว่าชอบมากกับแนวคิดเรื่อง Swipe เช่น Swipe ขึ้นแปลว่าเอาไปเก็บไว้ Swipe ลงแปลว่าปิด Swipe ออกข้างแปลว่าไปหน้าต่อไปหรือย้อนกลับไปที่หน้าหลัก แรกๆอาจจะเขินๆแต่เล่นไปเล่นมาถึงกับเซ็งเมื่อต้องกลับมากดปุ่ม Home ในแอนดรอยด์และไอโฟน อันนี้ของเขาดีจริงครับอีกเรื่องคือการตอบสนองของมันดีขึ้นมากกว่าของเก่าบน N8 มากมายเลยทีเดียวเพิ่งจะเห็นและรู้สึกถึงความเป็น touch phone บนโนเกียก็รุ่นนี้แหละครับ สมใจอยากถึงแม้ว่าจะไม่ทำต่ออีกต่อไปก็ถือว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมีโกอันแรกและอันสุดท้าย
  5. เรื่องต่อไปวัสดุที่ใช้ทำผมว่าเทพมาก เล่นเอา Galaxy S II กากไปเลยก็ว่าได้คือถ้าควักออกมาวางบนโต๊ะท่ามกลางๆสาวๆผมมั่นใจเกินร้อยว่าสาวๆจะหยิบ N9 ก่อนครับเพราะรูปทรงมันดูลงตัวและดูน่าจับมากกว่าเยอะและถ้าเหลือบตาดูในท้องตลาดคาดว่าต้องรอ iPhone5 มาท้าชิงเรื่องนี้ครับนอกจากนี้การใช้สี ฟอนท์ ขนาดของฟอนท์ การจัดวาง ทุกสิ่งอย่างดูลงตัวไม่เยอะขอมั่วเรียกว่าได้อารมณ์ Scandinavian Design หรือ Finnish Design ได้ไหม

สรุป ประทับใจทั้ง รูปเสียงและสัมผัส แต่แอพพลิเคชั่นแอบกากส์บ้างอะไรบ้าง ดังนั้นถ้าอยากได้ “Mobile Phone” ดีๆสักเครื่องในราคาสมเหตุสมผล โนเกียเอ็นเก้า คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ

InfoAid: Hack for kindness

ช่วงนี้เป็นช่วงช่วงแห่งการลุ้นว่าพระนครจะแตกจากน้ำเหนือปริมาณมหาศาลที่ไหลลงใต้ เพราะระหว่างทางตั้งแต่ สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ ลพบุรี อ่างทอง นครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี ล้วนโดนตีแตกพ่ายยับเยินไปหมดเสียหายไปหลายแสนล้านและผมเองก็ลี้ภัยมาที่ สวรรคโลก เนื่องจากมีเด็กๆสองคนเกรงว่าจะลำบากถ้าน้ำท่วมแถว “บ้านที่เกษตร”
ระหว่างทำงานที่บ้านก็ได้คุยกับ น้าเก่ง (@kengggg) CTO น้าเขาก็บอกว่าระหว่างที่รอต่อสู้กับน้ำนี้ทาง อพด จะไปขนทรายขนอาหารก็คงจะไม่เหมาะเพราะจริงๆยังมีอีกหลายสิ่งที่ประเทศชาติยังต้องการและหนึ่งในนั้นคือการประยุกต์ใช้ IT เพื่อช่วยป้องกันแจ้งเตือนภัยพิบัติ พวกหนุ่มๆหลายๆคนที่ อพด จึงร่วมกัน hacking for kindness โดยการนำข้อมูลเปิด(open data) จาก เว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ เอามาประกอบเข้ากับกระบวนการจัดการข้อมูลอะไรบางอย่างออกมาเป็น

http://www.infoaid.org/alert

 


โดยที่ท่านที่สนใจสามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ 4 ขั้นตอนดังนี้

เดนนิส ริตชี: Dennis MacAlistair Ritchie

บางคนอาจบอกว่า Unix ใช้ยากแต่หนึ่งในคนที่สร้างมันขึ้นมาอย่าง Dennis MacAlistair Ritchie บอกว่าเขาพยายามสร้าง Unix ให้เรียบง่ายไม่ซับซ้อนเหมือน OS ตัวอื่นๆในปี 60 เท่านี้ผมก็จินตนาการไม่ออกแล้วว่า OS ที่เขาว่ายากและซับซ้อนกว่า Unix นั้นมันหน้าตาเป็นยังไงแล้วมันใช้ยังไง ==”

ผมรู้จักชื่อ Dennis Ritchie สมัยที่เรียนอยู่ที่ Nida จากวิชา “Introduction to Computer Programming” แน่นอนว่าเป็นวิชาที่สอนด้วยภาษาซีถือเป็นการเปิดกระโหลกผมให้เข้าถึงโลกของการเขียนโปรแกรมอย่างแท้จริงเพราะก่อนหน้านั้นเรียนแบบลูกทุ่งมาตลอด และแน่นอนว่าการเรียนวิชานี้ต้องอ่านตำราเทพอย่าง

แต่ก็ต้องสารภาพว่าสมาธิผมไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาษานี้เสียเท่าไหร่เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายที่แท้ของผม ผมไปจดจ่อกับอีกภาษาหนึ่งต่างหากภาษาที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างหนักจากภาษา C ทำให้ผมไม่ได้ซาบซึ้งกำบตำราเล่มนี้มากนักแต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้สอบผ่านมาได้ด้วยคะแนนที่น่าพอใจ

เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาเปิด Google Plus พบข้อความ “His pointer has been cast to void *; his process has terminated with exit code 0.” ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจว่า cast to void * แปลว่าอะไรเพราะจำไม่ได้แล้วแต่ก็ตีความได้ว่า “เสียชีวิต” แล้ว “ขอไว้อาลัยให้กับยอดคนคอมพิวเตอร์”

Steve Jobs: Pirates of the silicon valley

เมื่อคืนนอนดึกเพราะมัวแต่เฝ้าระวังน้ำท่วมเนื่องจากน้ำเหนือไหลบ่ามากกว่าหลายปีก่อนมากนัก ได้หลับไปก็ตีสองตื่นเช้ามาเปิดเครื่องเพื่อเช็คข่าวเรื่องน้ำในทวิตเตอร์ไม่เห็นข่าวเรื่องน้ำเจอแต่ “Steve Jobs เสียชีวิตแล้ว” เต็ม Timeline !!!!!!!!!

สิ่งแรกที่ผมคิดถึงคือหนังเรื่อง “Pirates of Silicon Valley” หนังที่สร้างมาจากหนังสือ Fire in the Valley: The Making of The Personal Computer โดย Paul Freiberger และ Michael Swaine เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตในวัยหนุ่มของยอดชายสองคนคือ Steve Jobs และ Bill Gates สองหนุ่มที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากกระแสการเติบโตของ Micro Computer แต่สองคนนี้ก็มีแนวทางการทำงานและการคิดที่แตกต่างกันมาก จากหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นความ “เกรียน” ระดับตำนานของ Steve Jobs ในแง่มุมต่างๆทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต บางเรื่องก็ประทับใจในความกล้าของเขาบางเรื่องก็ดูขี้ขลาดเหลือเกินมันทำให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีส่วนที่เข้มแข็งและเปราะบาง

สิ่งดีๆหลายอย่างที่ Steve Jobs ได้ทำไว้คงเป็นที่จดจำไปอีกนาน ขอไว้อาลัยต่กการจากไปของยอดคน

“ชีวิดคนเราก็มีเท่านี้ มีบางสิ่งผ่านเข้ามา และก็ผ่านออกไป รักกันไว้เยอะๆ”