Victoria Secret 2010 มหัศจรรย์ล้ำลึกสวยบาดใจ

มีคนค้นหาคำว่า “Victoria Secret” ใน Google แล้วมาเจอเว็บนี้บ่อยมาก บ่อยจนน่าสงสัยว่าเจตนาของคนค้นนั้นคืออะไรเพราะ “Victoria Secret” สำหรับสยามประเทศมีความหมายโดยอ้อมคือสถานที่ที่สามารถหาน้ำอุ่นๆอาบได้ 🙂 หลายๆท่านคงคิดว่าผมเขียน review สถานที่นี้ไว้ทุกปีเพราะผมเขียนเกี่ยวกับมันจริงๆแต่ไม่ใช่เรื่องอาบน้ำนะมันเป็นเรื่อง “Victoria Secret Show”

ต้นเรื่องของอาการคลั่งการดูโชว์นี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญประมาณสี่ปีที่แล้วระหว่างที่ผมพาครอบครัวไปพักผ่อนที่จังหวัดจันทรบุรีที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ระหว่างวันซึ่งเป็นช่วงที่ลูกสาวนอนกลางวันเราสองผัวเมียก็ไม่รู้จะทำอะไรจะ “ทำ” ก็ไม่ได้เดี๋ยวจะยุ่งลูกตื่นเราก็เลยต้องนอนดูเคเบิ้ลท้องถิ่นดูวนไปเวียนไปก็ไม่มีอะไรดู ช่องที่ดีที่สุดคือ Fashion Channel และในเมื่อมันดีที่สุด ณ วันนั้นเราก็เสพมันเข้าไป Fashion จนกระทั่งเราเจอเทปการแสดง “Victoria Secret”

สิ่งมหัศจรรย์ของ “Victoria Secret” คือนางแบบครับ ถ้านางงามจักรวาลคือการรวมเอาสาวงามที่เพียบพร้อมเป็นตัวแทนจากทั่วโลกให้มาประชันโฉมกันทุกปี “Victoria Secret” คืองานที่ผู้หญิงที่ได้รับการขนานนามว่า Sexy ที่สุดในโลกมารามกันมากที่สุด โดยแต่ละนางก็จะมีความ Sexy ในแบบของตนไม่ซ้ำแบบกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ท่วงท่า กริยา เราจะได้เห็นความหลากหลายของความ Sexy มากที่สุดในโลกก็งานนี้แหละครับ ดังนั้นผมขอเรียกมันว่าอภิมหาโชว์ ที่ต้องดูทุกปีและไม่ใช่ดูธรรมดานะครับต้องตั้งตารอคอยกันเลยทีเดียวนิยามคำว่า Sexy ถูกจับมารวมกันไว้หมดที่เวทีแห่งนี้

ปี 2010 มีนางฟ้าที่ถูกคัดเลือกมา 36 นางแบ่งเป็นสามกลุ่มคือ นางฟ้าในสังกัด นางฟ้ารับเชิญให้กลับมาร่วมเดินแบบ และนางฟ้าหน้าใหม่มีรายนามดังนี้

นางฟ้าในสังกัด(10):
Adriana Lima (Brazil) – Alessandra Ambrosio (Brazil) – Behati Prinsloo (Namibia) –  Candice Swanepoel (South Africa) – Doutzen Kroes (The Netherlands) – Chanel Iman (USA) – Erin Heatherton (USA) – Lily Aldridge (USA) – Lindsay Ellingson (USA) – Miranda Kerr (Australia)

นางฟ้ารับเชิญให้กลับมาร่วมเดินแบบ (14):
Anha Rubik (Poland) – Anne Vyalitsyna (Russia) – Constance Jablonski (France) – Emanuela De Paula (Brazil) –
Flavia de Oliveira (Brazil) – Izabel Goulart (Brazil) – Jacquelyn Jablonski (USA) – Julia Stegner (Germany) – Lais Ribeiro (Brazil) – Lily Donaldson (UK) – Liu Wen (China) – Magdalena Frackowiak (Poland) – Maryna Linchuk (Belarus) –
Shannan Click (USA)

นางฟ้าหน้าใหม่(12):
Anais Mali (France) – Bregje Heinen (The Netherlands) – Cameron Russell (USA) – Caroline Brasch Nielsen (Denmark) – Elsa Hosk (Sweden) – Jessica Clarke (New Zealand) – Joan Smalls (Peurto Rico) – Karlie Kloss (USA) – Karmen Pedaru (Estonia) – Toni Garnn (Germany) – Shanina Shaik (Australia) –Sui He (China)

ลองสุ่มหยิบชื่อแต่ละคนแล้วไปค้นรูปใน Google ดูนะครับ มหัศจรรย์บางคนก็พกสามีมาให้กำลังใจกันถึงขอบเวที บางคนลูกหนึ่ง ลูกสองก็ยังสวยเพริดพริ้งกระทิงขวิดเห็นแล้วก็ปลื้มใจว่าโลกนี้มีสิ่งสวยงามให้ดูมากมายนักสำหรับปีนี้คนที่มาแรงสวยสลัดคือ Alessandra Ambrosio ออกมาแต่ละ turn

ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่อง Fashion อะไรมากมายครับแต่ผมรู้ว่า 35 นาทีที่ได้นั่งดู Victoria Secret Fashion Show มันคือความ Sexy ขั้นสุดยอดของโลกครับขอเชิญเสพ อย่ามัวแต่ดูนางฟ้าเพลินนะครับของอีกอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับ Victoria Secret คือ ปีก!!!!!!!!!!

กังฟูแพนด้ากับไอน์สไตน์

หนีน้ำมาอยู่บ้านที่สวรรคโลกก็ร่วมเดือนแล้วมีโอกาสได้ทำอะไรเยอะแยะไปหมด(แต่ก็ยังต้องทำงานอยู่นะ) เพราะการใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวะนั้นปัญหาเรื่องการเดินทางแทบจะไม่มีเนื่องจากทำงานอยู่ในบ้านประชุมในบ้านผ่านอินเทอร์เน็ท หิวก็บิดมอไซไปกินข้าวห้านาทีก็ถึง แถมค่าเทอมลูกก็ยังถูกว่าประมาณ 5 เท่า(เรื่องนี้ต้องเขียนแยกอีกเรื่องหนึ่ง)

นอกจากนี้ยังสามารถไปบ้านพ่อตาแม่ยายได้บ่อยขึ้นเพราะอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเลยได้ไปนอนค้างที่ตากมาได้ไปดูกระทงสายอันเลื่องชื่อเป็นครั้งที่สองงานลอยกระทงสายยังคงงดงามเหมือนเคย

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้ทำเสมอเวลาไปบ้านพ่อตาแม่ยายคือไปนอนดูการ์ตูนเพราะพี่ชายเมียเอาลูกชายมาฝากให้พ่อตาแม่ยายเลี้ยงเห็นมันมาตั้งแต่เกิดเล่นด้วยตั้งแต่เล็กจนนี่มันสองขวบครึ่งแล้วได้เวลานั่งดูการ์ตูนกับมันเสียทีโดยที่เรื่องล่าสุดที่ได้ดูคือเรื่องกังฟูแพนด้าภาคหนึ่ง จริงๆผมเองดูไปหลายรอบแล้วเหมือนกันแต่ไม่ได้ตั้งใจดูมากเนื่องจากลูกสาวกวนอยู่เสมอมารอบนี้เลยได้ดูเป็นจริงเป็นจังมาก ดูไปห้ารอบเพราะอย่างว่าเด็กมันไม่เบื่อหรอกดูจริงดูจังดูจนจำได้ว่าเดี๋ยวมันจะพูดอะไรจะได้เป็นฉากๆมันก็ยังดู ก่อนจะไปไกลกว่านี้หยุดเรื่องกังฟูแพนด้าไว้ก่อนขอกระโดดไปที่กิจกรรมคู่ขนานที่ได้ทำระหว่างหนีน้ำอีกอย่างคือการอ่านหนังสือ

หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านคือ นักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์ เป็นหนังสือที่เขียนบอกเล่าเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ในภาคพื้นยุโรปเป็นหลักในช่วงปี 1900-1945 ว่าเป็นอย่างไร(ต้องเขียนแยกอีกเรื่อง) แต่มีใจความบางช่วงประมาณกลางๆเล่มที่เขียนถึงไอน์สไตน์ในวัยเด็กที่ผมอ่านแล้วมันสามารถเอามาประกอบกับเรื่องกังฟูแพนด้าได้เป็นอย่างดีมันคือเรื่อง “การศึกษาแบบอุตสาหกรรม”

ไอน์สไตน์ในวัยเด็กถูกส่งไปเรียนโรงเรียนที่สอนในรูปแบบของโรงเรียนทหาร หลังจากเรียนไปได้สักพักครูในโรงเรียนนั้นก็บอกกับไอน์สไตน์ว่าเปลี่ยนโรงเรียนเสียเถิดคนอย่างเขาไม่มีวันที่จะจบจากโรงเรียนแบบนี้ได้และไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จอะไรได้เลยในชีวิตนี้? หลังจากนั้นอีกไม่กี่สิบปีไอนสไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขสฟิสิกส์และถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์ที่เก่งที่สุดในโลก

โปแพนด้ายักษ์ที่ใฝ่ฝันว่าจะเป็นยอดจอมยุทธ์และถูกระบุโดยความบังเอิญหรือไม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นนักรบมังกรในตำนาน แต่หลังจากนั้นก็ถูกนำตัวไปฝึกในโรงฝึกของสำนักแต่ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่ก้าวหน้ามีแต่ถอยหลังจนกระทั่งอาจารย์ถอดใจและได้แต่บ่นว่าจะเป็นไปได้อย่างไรเพราะเมื่อดูจากลักษณะพื้นฐานแล้วเจ้าแพนด้าอ้วนๆตัวนี้ก็ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นจอมยุทธ์เลย แต่!!! ตอนจบแพนด้าตัวนี้กลายเป็นนักรบมังกรเพราะอาจารย์ไปค้นพบวิธีการฝึกที่เหมาะสมและสร้างแรงจูงใจให้แพนด้านั้นตั้งใจเรียนวิทยายุทธ์ได้อย่างตั้งใจจนกระทั่งแตกฉานและกลายเป็นนักรบมังกรในตำนานได้ในที่สุด

จากสองเรื่องที่อยู่คนละโลกกลับมีส่วนคล้ายกันอย่างเหลือเชื่อนั่นคือคนที่ไม่มีคุณลักษณะใดๆเลยที่จะสามารถผ่านระบบการศึกษาพื้นที่วางไว้เพื่อ”ผลิต” ให้เกิดผลผลิตที่มีมาตรฐานเดียวกันกลับกลายเป็นยอดคนได้ด้วยกระบวนการสอนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนๆนั้นโดยเฉพาะเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องน่าคิดอีกเรื่องหนึ่งก็ได้ว่าการศึกษาเป็นเรื่องของปริมาณจริงหรือไม่เราสร้างกรอบการเรียนรู้เพื่อวางและวัดอย่างแน่นอนว่าถ้าใครก็ตามที่ไม่สามารถผ่านวิธีเหล่านี้ได้ถือว่าเขาไม่คู่ควรกับอาชีพการงานนี้อันนี้จริงหรือไม่ ทำให้เหมือนกับร้านขายเสื้อผ้ามาตรฐานที่มีขนาดให้เลือก S,M,L,XL ถ้าใส่ไม่ได้ก็ซวยไป

หรือเราควรจะหันกลับมาลองคิดดูใหม่ว่ากการศึกษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมันเป็นเรื่องที่ต้องคิดหาวิธีกาารสอนให้เหมาะกับบุคคลนั้นๆแทนที่จะให้บุคคลนั้นปรับตัวเข้าหาระบบเรื่องนี้อาจดูบ้าแต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เพราะหลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีในการทำงานจริงๆผมพบว่าปริญญาเป็นเรื่องที่ผมไม่สนใจอีกต่อไปในการหาเพื่อนร่วมงานสิ่งที่ผมสนใจคือความสนใจของคนๆนั้นมากว่าบางคนอาจจบสาขาอื่นมาและอาจเรียนไม่จบเลยแต่คนเหล่านั้นสามารถทำงานได้ดีมีความใฝ่รู้มากกว่าคนที่จบมาจากกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรมหลายช่วงตัว ดังนั้นผมอยากจะบอกกับหลายๆคนว่าบางทีเราเจอคนที่พบปัญหาว่าทำไมเรียนยังไงก็เรียนไม่ได้ ไม่สนุก ไม่เข้าเส้น เลิกเรียน บางทีมันไม่ใช่ความผิดของคนเหล่านั้นมันเป็นความผิดของระบบต่างหากระบบมันห่วยเกินว่าที่คนเหล่านั้นจะทำใจอยู่กับมันได้ เราเลิกถามกันได้ไหมว่า “จบจากที่ไหน ทำงานที่ไหน” แล้วก็ร้องโอวมันเท่เสียจริงแต่หารู้ไม่ว่าสิ่งนั้นมันกลวงสิ้นดีเพราะจริงๆแล้วทำอะไรกันไม่เป็นเลย เปลี่ยนมาเป็น “เล่าให้ฟังหน่อยคุณทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรมาบ้างและตอนนี้ได้ทำอะไรบ้างทำให้ดูหน่อย”