สรุปปี 2556 ภาคสอง

ครึ่งปีหลังปีอะไรสนุกๆเยอะแยะเริ่มจากงาน

“Agile Thailand 2013” ปีนี้ไม่ได้พูดอะไรเลยแต่ไปทำ Code Retreat ตอนหกโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้าเป็นกิจกรรมที่บ้าบอมากที่สำคัญมีคนบ้ามาเช้าขนาดนั้นด้วย -/\- อีกยี่สิบคน ตลอดงานได้ฟังเรื่องดีๆอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะ session เรื่อง Team Anatomy และเรื่อง Continuous Delivery ที่เหลือก็ไปสร้างความบันเทิงให้กับงานตามหน้าที่ Hype Man สรุปหลังจบงานว่าการได้หยุดเพื่อฟังทำให้เราได้แนวคิดอะไรต่างๆมากมาย ปีหน้าน่าจะได้หัวข้อสำหรับพูดเรียบร้อยแล้ว

“สอน Spartan” ได้สอน Scrum Workshop เป็นรอบที่ 20 เรียบร้อยเป็นการสอนที่บ้าเลือดมากไม่คิดได้ฝันว่าจะได้สอนคลาสนี้มากมายขนาดนี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธาน และท่านโชคชัยครับที่ช่วยกันสอนและปรับจนคลาสนี้เป็นคลาสที่ได้รับการตอบรับล้นหลามมากจากมวลมหาชน ปีหน้าคลาสนี้คงจะถูกปรับอีกครั้งเพื่อให้มีความต่างในเรื่องของเนื้อหาเพราะพวกเราเชื่อว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะทำให้คลาสของพวกเราสนุกตลอดเวลา เตรียมพบกับ Spartan 3.0 ได้ปีหน้าครัช

Continue reading

สรุปปี 2556 ภาคแรก

สรุปปี 2556 เป็นปีที่น่าจดจำปีหนึ่งมีอะไรเกิดขึ้นมากมายระหว่างปีนี้แต่กว่าจะเขียนโพสท์นี้ได้ต้องนั่งคิดนานพอสมควร หนึ่งปีนี่มันมันนานนะปีหน้าเอาใหม่สรุปเป็นเดือนดีกว่าท่าทางจะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องจำเยอะว่าแล้วก็เริ่มจากต้นปี
“เริ่มจากบาดเจ็บสาหัสจากเอ็นข้อเท้าฉีก” ต้องพักรักษาตัวนานเกือบปีกว่าจะเข้าที่ เป็นการบาดเจ็บที่สาหัสมากเพราะถึงขั้นเป็นลมกลาง โรงพยาบาล แล้วนอนโรงพยาบาลอีกหลายวัน
“เขียน ruby” เนื่องจากเคลื่อนที่ไม่ได้มากจึงมีโอกาสได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ได้ทำช่วงที่เคลื่อนที่ได้ หนึ่งในนั้นคือเขียน ruby ช่วงนั้นได้เขียน ruby เป็นเรื่องเป็นราวมากเขียนทุกวันเขียนจะกระทั่ง commit history ใน github มีแต่ ruby และผมก็เข้าใจความสวยงามของภาษานี้แล้ว ซาบซึ้งมาก ได้เข้าใจว่าภาษาที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามนั้นเวลาเขียนมันเขียนออกมาได้สวยแค่ไหน การได้มีโอการเข้าใจ ruby ทำให้ผมได้มีโอกาสข้ามไปอ่านหนังสือดีๆของภาษา ruby ได้อีกหลายเล่มและก็ส่งผลต่อกระบวนการคิดของผมมากมายมหาศาล
“Agile Adoption” ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Agile Adoption ที่หนึ่งได้เห็นการทำ Scrum แบบเต็มรูปแบบได้เห็นผลผลิตของการทำ Scrum ได้เห็นปัญหาของการทำ Scrum ได้เห็นการเปิดตัว Product ตัวนั้นจริงๆและก็พอจะพูดได้อย่างเต็มปากว่านี่เป็นผลงานของการทำ Scrum

Continue reading

ไม่มีเวลาซ้อม!!

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสจัดงาน Global Day of Code Retreat Bangkok 2013 เป็นงานอินเตอร์ครั้งแรกที่จัดและมันก็ Geek มากด้วยนะจริงๆเราจัดกันไปหลายรอบมากแล้วเพื่อซ้อมและรอบนี้เป็นรอบจริงที่เราได้จัดพร้อมกับชาวบ้านเขาอีกหลายร้อยกว่าเมืองทั่วโลก … ปีหน้าว่าจะเสนอตัวเป็นคนจัดระดับโลกไปเลย !!!!
รอบนี้ผมทำหน้าที่เป็น host ส่วน facilitator นั้นเป็นหน้าที่ของ @juacompe สิ่งที่ผมได้จากกการฟัง @juacompe พูดนั้นมันซึ้งมากขอ quote ไว้

ในโลกของการทำงานเรามีสองสิ่งให้คิดถึงคือ “ทำเสร็จ” กับ “ทำถูก” โดยทั่วไปแล้วเวลาทำงานส่งลูกค้าเราจะเน้น “ทำเสร็จ” เป็นหลักเพราะเราเน้นไปที่ delivery นั่นทำให้บางครั้งเราละเลยการทำงานที่ดี เนี๊ยบ และเราก็อ้างเสมอว่าเราไม่มีเวลา เราจึงลืม “ทำถูก” และลืมมันไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราพบว่าสองสิ่งนี้ไม่เคยเจอกันได้ ซึ่งจริงๆแล้วผิดการจะได้มาซึ่ง “ทำถูก” นั้นไม่ใช่ว่าจะนั่งเฉย หรือ ยืนมองพระจันทร์ แล้วได้มาวิธีเดียวที่จะได้มาคือ “ฝึกฝน” หาเวลาวันละ 45 นาทีฝึกฝนเรื่อง “ทำถูก” ทำไปเรื่อยๆสักพัก “ทำเสร็จ” กับ “ทำถูก” มันใกล้กันเข้ามาเรื่อยๆจะกระทั่งวันหนึ่งเราสามารถทำให้มันเข้ามาอยู่ด้วยกันได้

การฝึกฝนเป็นสิ่งที่เรามองข้ามพอเราคิดอยู่ในกรอบของเรื่องงานเพราะเราคิดว่ามันเป็นงาน…ซึ่งแปลกมากหลายๆอาชีพในโลกนี้มีความผูกพันธ์กับคำว่าฝึกซ้อมสูงมากเช่นนักกีฬาเราเปรียบเทียบเสมอว่าเราอยากให้ทีมงานของเรามีการทำงานเป็นทีมเหมือนนักกีฬาเราพยายามทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดนั้นแต่เราล้มเหลวกันอยู่บ่อยๆ หนึ่งในสาเหตุคือเราลืม “ซ้อม” พอเราไม่ซ้อมเราเลย กาก เท่าเดิมเสมอเราไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆดังนั้นทำงานมาหลายปีเราก็ยังพบว่าหลายๆคนไม่ได้ทำอะไรใหม่ไปกว่าเมือสมัยออกจากมหาวิทยาลัย ย้อนกลับมาดูกีฬา ยกตัวอย่างเช่นนักฟุตบอลทำไมเขาเก่งขึ้นได้ทุกวัน? สำหรับผมหนึ่งในสาเหตุคือในกีฬาฟุดบอลเขาแข่งกัน 90-120 นาทีแต่เขาซ้อมกัน 6 วันวันละ 8 ชั่วโมง ช่วงจังหวะนั้นเป็นช่วงที่เขาจะได้เรียนรู้ ฝึกฝนก่อนจะเอาไปใช้จริงในสนามแข่ง การซ้อมบ่อยๆของนักกีฬาทำให้ “การทำถูก” อยู่ในแกนสมองของนักกีฬา ดูพวกเขาสัมผัสบอลสิ ดูพวกเขาจ่ายบอลสิ ดูพวกเขาจบสกอร์สิ ทุกอย่างมันดูเป็นธรรมชาติไปหมด นี่คือผลหลิดของการซ้อมอย่างหนักหน่วง
กลับมาที่งานของเรา เราซ้อมกันบ้างไหม? เราเล่นบอลเราไม่เคยคิดถึง skill พื้นฐานเราเพราะอะไรเพราะเราเล่นมันเป็นการออกกำลังกายไม่ใช่เล่นเพื่อเป็นอาชีพดังนั้นเราก็เลยลงไปวิ่งเตะบอลกันสนุกสนานทั้งๆที่บางคน “เดาะบอลยังเดอะไม่เป็น” และที่สำคัญเราดันเอาความรู้สึกของการออกกำลังเพื่อสุขภาพไปเป็น หลักการทำงานดังนั้นเราจึงเห็นคนมากมายไม่เคยพัฒนาตัวเองเพราะคิดว่านี่ไงเรา “ทำงานเพื่อสุขภาพ” ไม่ต้องซ้อม ไม่ต้องพัฒนาตัวเอง เล่นไปเรื่อยๆ บอลมาก็เตะ วิ่งไปวิ่งมาเพื่อให้ได้ความรู้สึกของการเล่นกีฬา ลืมสิ่งเหล่านี้ไปเถอครับกลับมามองมันอย่างมืออาชีพกันบ้าง

อย่าอ้างว่าไม่มีเวลาซ้อม เพื่อพัฒนาเบสิก มันเป็นข้ออ้างของมือสมัครเล่น

ผลผลิตแห่งความวอดวาย

ได้ดูเดี่ยวภาคอะไรสักอย่างของโน๊ส อุดม เรื่องสายไฟฟ้ากับต้นไม้ในประเทศไทย โน๊ส อธิบายว่าเด็กๆในสยามประเทศโดยเฉพาะกรุงเทพเป็นเด็กๆที่น่าสงสารมากเพราะสายไฟฟ้าในประเทศเรายังไม่เก็บลงดินทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกไว้ใกล้ๆกับเสาไฟฟ้านั้นๆ ถูกริบกิ่งก้านใบอยู่เรื่อยๆจนทำให้ต้นไม้เหล่านั้นไม่เคยได้มีโอกาสได้ เติบโตเต็มที่จนได้แสดงรูปร่างที่แท้จริงของตัวเองเลย มันเป็นต้นไม้ที่บิดๆเบี้ยวๆ พิกลพิการ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเด็กๆของเราใช้ชีวิตบนท้องถนนเยอะมาก ดังนั้นเด็กๆของเราก็จะได้เห็นแต่ต้นไม้ที่พิกลพิการเหล่านั้น จนนานวันเข้าเด็กๆก็จะรู้สึกว่าอ๋อต้นไม่มันก็เป็นแบบนี้แหละ

(credit ภาพเอามาจากที่นี่ครับ … source )

ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมบ้านเราไม่ยอมเอาสายต่างๆลงใต้ดินกันสักที แม่กระทั่งเรามีเขตเมืองใหม่ๆแล้วเราก็ยังแขวนไว้แบบนั้นเสมอต้นเสมอปลาย ที่แล้วร้ายกว่าสายไฟฟ้าคือสายโทรศัพท์ สายโทรศัพท์เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการทำงานแบบ “ขอไปที” ทำให้เสร็จๆไป พาดเสาไฟบ้างบางทีก็พาดต้นไม้ไว้ โชคยังดีที่ไม่วางไว้บนพื้นเลย เราปล่อยให้พื้นที่สาธารณะของเราเป็นสถานที่แสดงความไร้ระเบียบอย่างโจ่งแจ้ง เราทำกันให้เห็นจนชินตาและคิดกันไปว่า “นี่เป็นเรื่องธรรมดา”
ลองนึกภาพอีกด้านเราจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัย เราเข้าทำงานในบริษัทที่รุ่นพี่เราไม่ได้แสดงออกให้เห็นว่าการสร้างของที่มีความประณีตเป็นอย่างไร ไม่สอนว่าการทำให้ถูกต้องเป็นอย่างไร สิ่งที่เราทำคือการทำๆให้มันเสร็จๆไปโดยไม่เคยบอกเลยแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่ดี มันไม่ต่างอะไรกับเด็กๆที่ตลอดเวลาได้เห็นแต่ต้นไม้ที่เติบโตแบบผิดฟอร์ม สายโทรศัพท์ที่พันกันวุ่นวาย เราก็จะเห็นว่านี่ไงก็เรืองธรรมดาใครๆก็ทำกันแบบนี้พี่ๆที่อยู่กันมานานก็ทำกันแบบนี้ เราก็ทำแบบนี้ไปแหละ … เราอยากได้โปรแกรมเมอร์ที่มีคุณภาพ เราอยากให้บริษัทเราเติบโตอย่างยั่งยืน แต่คนของเราเองกลับทำเรื่องที่เป็นเรื่อง กากๆ กันอย่างหน้าตาเฉย เราไม่เคยสนใจว่าผลผลิตที่ออกไปจากบริษัทเราเป็นอย่างไรหรือจริงๆแล้ว “เราไม่ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำอยู่” หันกลับมามองตัวเองบ้างครับว่าน้องๆที่เข้ามาทำงานกับเรา “พี่ที่ดี” เราควรจะสร้างให้เขาดีขึ้นกว่าเราไม่ใช่ทำให้เขากากเท่าเรา ถึงแม้เราจะทำสิ่งที่ดีไม่ได้แต่อย่างน้อยแสดงให้เขาเห็นว่าของที่ดีเป็นอย่างไร

อยากให้เด็กๆรักต้นไม้ ควรพาเขาไปดูต้นไม้สวยๆในสวนบ่อยๆ

แม่ไก่อารมณ์ดี

เมื่อวานได้มีโอกาสขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนตอนเช้าปกติส่งเสร็จแล้วจะขับรถกลับมาทำงานเลยแต่พบว่าบริเวณที่ลูกไปเรียนเป็นบริเวณของหมู่บ้านเกิดใหม่มากมายทำให้ช่วงเวลา prime time อย่าง 8:00-8:30 เป็นช่วงเวลาที่รถติดมากมายโดยเฉพาะบริเวณทางออกมาถนนรามอินทรา ดังนั้นวันนี้เลยได้นั่งอยู่ในร้านอาหารที่เตรียมไว้สำหรับผู้ปกครองและรอจน 9:00 ถึงออกจากตรงนั้น
และระหว่างขับกลับก็บังเอิญเจอรถขนไข่ไก่ที่เขียนไว้ว่า “ไข่ไก่จากแม่ไก่อารมณ์ดี” มันสะดุดตาเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ได้เห็นคำว่า “จาก…อารมณ์ดี” หลายครั้งเช่น หมู วัวนม ก็เลยคิดว่านี่บ้านเราเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่อง อารมณ์ ของผู้ที่มีหน้าที่ผลิตอะไรสักอย่างแล้วใช่ไหม เราเริ่มก้าวข้ามกลับไปที่ยุคของการผลิตตามธรรมชาติบ้างแล้วถึงแม่ว่ามันจะยังไม่ใช่การผลิดหลักของประเทศเรา ผมเลยกลับมาหาดู VDO วิธีการเลี้ยงไก่ให้แม่ไก่อารมณ์ดี

Continue reading

MOCA พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย

วันนี้วันหยุด “วันรัฐธรรมนูญ” ไม่รู้ว่าประเทศเรามีกี่คนที่เข้าใจความหมายของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยมากไปกว่าการโหวดเอาเสียงส่วนใหญ่…ก่อนหน้านี้ลูกอยากไปปั่นหยักยานที่สวนรถไฟมากและวันนี้ก็รบเร้าจะไปเหมือนเคย แต่เนื่องจากเวลาที่มันขอไปเป็นเวลาเที่ยง!!! เด็กนี่มันไม่กลัวอะไรเลยเนอะขอให้ได้สนุกมันจะร้อนจะเหนื่อย ตัวเหนียวยังไงมันก็จะไป แต่เราโตแล้วเงื่อนไขเริ่มเยอะเห็นว่าเป็นเวลาเที่ยงเลยต้องหาเรื่องดึงมันไว้ก่อนเพราะขี้เกียจไปร้อน แล้วไปไหนดี? บังเอิญคิดออกว่าใกล้ๆบ้านมีพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่เป็นของเจ้าสัว บุญชัย ได้ยินข่าวว่าดีมากวันนี้พวกเราสี่คนเลยต้องไปเยี่ยมชมกันหน่อย
ขับรถไปถึงประทับใจตั้งแต่ทางเข้าเพราะจัดต้นไม้สวยมาก จากนั้นจอดรถเดินขึ้นพิพิธภัณฑ์ทางเดินขึ้นเท่มากออกแบบมาได้ล้ำเป็นการปรับอารมณ์คนให้พร้อมสำหรับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ดีมากครับ
ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่คือคนละ 180 บาทเด็กเข้าฟรี…ถูกมาก…เข้าไปด้านในผมอุทานว่านี่มันดูดีมากพิพิธภัณฑ์นี้ถูกออกแบบและสร้างโดยคนที่เข้าใจเรืองพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างดี แสงสวยมาก ส่วนเรื่องชิ้นงานที่อยู่ด้านในผมว่าแล้วแต่คนแล้วครับว่าชอบเสพงานประเภทไหน ส่วนตัวผมชอบดูงานปั้นและงานโลหะและสีน้ำที่ชอบไม่ได้แปลว่าผมรู้เรื่องนะครับว่าของแต่ละชิ้นมีความหมายอย่างไร ผมรู้แค่ว่ามันดูดีจัง!!!
พิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นว่าศิลปินไทยนั้นมีความสามารถมากเพียงไหน มูลค่างานที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เองก็มีค่าไม่ใช่น้อยสังเกตได้จากวิธีการวางตำแหน่งของ guard ว่าจะวางได้อย่างมีระเบียบเป็นขั้นตอนมาก
แต่เท่าที่เดินดูผมเห็นอะไรหลายๆอย่างได้จากงานที่จัดแสดงอยู่ ผมรู้สึกว่างานที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้แต่ละชิ้นล้วนมีรายละเอียดที่งดงามมาก ไม่ว่าภาพ ภาพนั้นจะใหญ่แค่ไหนแต่เวลาเราเดินเข้าไปดูใกล้เราจะเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยในภาพได้อย่างชัดเจนว่างานชิ้นนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตบรรจงแค่ไหน แค่เห็นลายพู่กันที่ค่อยๆลากอยู่บนผืนผ้าใบที่ประกอบกันออกมาเป็นภาพแต่ละภาพ ผมก็แทบจะกราบศิลปินท่านนั้นสักสองร้อยครั้งครับ

สิ่งนี้ย้อนกลับในความคิดผมว่า “เมื่อไหร่คนจะเข้าใจคำว่าโค้ดสวย มันมีราคา” นะ

กลับมาที่ พิพิธภัณฑ์ ผมแนะนำให้ไปชมกันจริงๆครับราคาค่าเข้าผมกับคุณภาพของงานที่แสดงมันถูกจนแทบจะไม่มีความหมายเลย ไปชมกันเถอะครับว่าศิลปินไทยเก่งแค่ไหน ผมว่าที่นี่เป็นที่เดียวที่เราจะได้มีโอกาสได้ชมงานราคาแพงมหาศาลที่ชาตินี้จะได้มีโอกาสเห็นหรือไม่ ถ้าไม่มี พิพิธภัณฑ์ นี้ 🙂
P1010006.png

P1010012.png P1010017.png P1010018.png P1010022.png P1010024.png P1010025.png P1010026.png

พลังของแสง

เคยมีบุญได้เดินทางไปยุโรปหนึ่งครั้งเพื่อไปประชุม (unforgettable norway) โดยครั้งนั้นได้ไปนอร์เวย์ประเทศไวกิ้งไปอยู่ที่นั่นสิบกว่าวันรู้สึกมีความสุขดีเวลามองออกมานอกหน้าต่างโรงแรมแล้วเห็นบ้านเมืองยามค่ำคืน มันดูสวยโรแมนติกเสียจริงๆทั้งๆที่แถวนั้นก็ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าบ้านเรา มันก็เป็นห้องแถวธรรมดาเหมือนกรุงเทพบ้านเรานี่แหละ แต่ทำไมมันดูสวยกว่าเยอะขนาดนั้น นั่งมองอยู่นานก็พบว่าสิ่งเดียวที่แต่กต่างกันคือ “แสง” ที่ยุโรปยามค่ำคืนบ้านช่องของเขาจะใช้แสงที่มาจากหลอด warm light เป็นหลอดที่ให้แสงส้มๆอุ่นๆ แตกต่างจากบ้านเราที่นิยมใช้แสงสีขาว แสงสีส้มจะให้ความรู้สึกนวลตาลดรายละเอียดของวัตถุในตอนกลางคืนเราจะเห็นของทุกอย่างดูกลืนๆกัน แต่ต่างจากแสงสีขาวที่ให้ความชัด เน้นรายละเอียดเราจะเห็นความต่างของของภายใต้แสงสีขาวได้อย่างชัดเจนและดูไม่โรแมนติก
ดังนั้นเราจะเห็นสถานที่พิเศษๆเช่นรีสอร์ท โรงแรม นิยมใช้แสงสีส้มกันหมดเพราะมันให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่า นั่นเป็นเหตุให้ประเทศใรแถบยุโรปยามค่ำคืนมันสวยงามยิ่งนัก แต่บ้านเรามันช่างกระด้างแข็งๆพิกลเพราะเราเห็นความแตกต่างของวัตถุในยามคำคืนัดเกินไป
สำหรับผมผมเห็นว่าแสงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการให้ความรู้สึก และดูเหมือนว่าบ้านเราจะไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้มากๆสังเกตุได้ง่ายๆจากการจัดแสงในคอนเสิร์ทบ้านเรา เราจัดแสงได้กากมากลองดูจาก The Star, AF หรือเมื่อไม่ไกลมานี่คือ บอดี้แสลมไม่มีปลั๊ก แสงก็ยังแปล่งๆอยู่ (ความรู้สึกผมนะครับ คนอื่นอาจว่าสวยแล้ว)
คอนเสิร์ทที่ผมเห็นแล้วชอบแสงครั้งแรกคือคอนเสิร์ท mtv unplugged ของ eric clapton ได้ดูครั้งแรกตอนเรียน ม4 หน้าตาคอนเสิร์ทเป็นแบบนี้ครับ

Continue reading

เรื่องของแสง

เคยมีบุญได้เดินทางไปยุโรปหนึ่งครั้งเพื่อไปประชุม (unforgettable norway) โดยครั้งนั้นได้ไปนอร์เวย์ประเทศไวกิ้งไปอยู่ที่นั่นสิบกว่าวันรู้สึกมีความสุขดีเวลามองออกมานอกหน้าต่างโรงแรมแล้วเห็นบ้านเมืองยามค่ำคืน มันดูสวยโรแมนติกเสียจริงๆทั้งๆที่แถวนั้นก็ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าบ้านเรา มันก็เป็นห้องแถวธรรมดาเหมือนกรุงเทพบ้านเรานี่แหละ แต่ทำไมมันดูสวยกว่าเยอะขนาดนั้น นั่งมองอยู่นานก็พบว่าสิ่งเดียวที่แต่กต่างกันคือ “แสง” ที่ยุโรปยามค่ำคืนบ้านช่องของเขาจะใช้แสงที่มาจากหลอด warm light เป็นหลอดที่ให้แสงส้มๆอุ่นๆ แตกต่างจากบ้านเราที่นิยมใช้แสงสีขาว แสงสีส้มจะให้ความรู้สึกนวลตาลดรายละเอียดของวัตถุในตอนกลางคืนเราจะเห็นของทุกอย่างดูกลืนๆกัน แต่ต่างจากแสงสีขาวที่ให้ความชัด เน้นรายละเอียดเราจะเห็นความต่างของของภายใต้แสงสีขาวได้อย่างชัดเจนและดูไม่โรแมนติก
ดังนั้นเราจะเห็นสถานที่พิเศษๆเช่นรีสอร์ท โรงแรม นิยมใช้แสงสีส้มกันหมดเพราะมันให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่า นั่นเป็นเหตุให้ประเทศใรแถบยุโรปยามค่ำคืนมันสวยงามยิ่งนัก แต่บ้านเรามันช่างกระด้างแข็งๆพิกลเพราะเราเห็นความแตกต่างของวัตถุในยามคำคืนัดเกินไป
สำหรับผมผมเห็นว่าแสงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการให้ความรู้สึก และดูเหมือนว่าบ้านเราจะไม่ค่อยเก่งเรื่องนี้มากๆสังเกตุได้ง่ายๆจากการจัดแสงในคอนเสิร์ทบ้านเรา เราจัดแสงได้กากมากลองดูจาก The Star, AF หรือเมื่อไม่ไกลมานี่คือ บอดี้แสลมไม่มีปลั๊ก แสงก็ยังแปล่งๆอยู่ (ความรู้สึกผมนะครับ คนอื่นอาจว่าสวยแล้ว)
คอนเสิร์ทที่ผมเห็นแล้วชอบแสงครั้งแรกคือคอนเสิร์ท mtv unplugged ของ eric clapton ได้ดูครั้งแรกตอนเรียน ม4 หน้าตาคอนเสิร์ทเป็นแบบนี้ครับ

Continue reading

ที่สอง

มีคนกล่าวไว้ว่า “โลกนี้ไม่มีมครจำที่สองได้” วลีนี้เป็นจริงในบางสถานการณ์เช่นการแข่งขันกีฬาบางประเภทเราไม่เคยจำนักกีฬาที่ได้ที่สองได้เพราะการแข่งกขันกีฬาสมัยก่อนเป็นการแข่งแบบสมัครเล่น มันไม่มีลีคอาชีพให้เล่นต่อหลังจากการแข่ง (ทั้งๆที่เขาทำอย่างเดียวคือเป็นนักกีฬา)เช่นวิ่ง ว่ายน้ำ เทนนิส นักกีฬาทั้งหลายจึงตั้งเป้าอย่างเดียวคือชนะเหรียญทองให้ได้เท่านั้น !!! เพราะมันเป็นเพียงโอกาสเดียวที่เขาจะทำให้คนทั้งโลกหรือกลุ่มเป้าหมายจดจำเขาได้ดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตหลังจากจบการเป็นนักกีฬาไปแล้ว
สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นกับการประกวดหลายๆอย่างอีกด้วยและที่เห็นบ่อยที่สุดคือการประกวดร้องเพลงในสมัยก่อนเช่น ล่าสุดผมนั่งดู The Voice Thailand Season 2 กับแม่ (แน่นอนว่าอีกหลายล้านคนในสยามประเทศก็ดูรายการนี้อยู่) รอบที่ดูคือรอบคัดสุดยอดตัวแทนของทีมให้เหลือคนเดียวเพื่อไป ไฟ่ท์ กับตัวแทนของทีมอื่นๆ ระหว่างที่สมาชิกในทีมแต่ละคนขึ้นมาร้องผมจะอุทานออกไปว่า “ไอ้นี่ชนะแน่นอน” ตั้งแต่ TV01 จนถึง TV08 พูดจนงงว่าตกลงมันให้เข้ารอบได้กี่คน? ระหว่างนั้นก็นั่งคิดไปว่าจริงๆแล้วหนึ่งในคนที่รอดมาจนถึงรอบนี้มันชนะได้ทั้งทุกคนเลยนะ แต่ว่าจริงๆแล้วคนชนะ The voice ได้อะไรกันแน่ จริงๆแล้วพวกเขาอยากชนะจริงๆหรือ? ผมจำได้ว่าแม่เคยเล่าให้ฟังว่า …

Continue reading

วัฒนธรรมมุขปาฐะ

อยู่ดีๆก็คิดถึงเรื่องการเรียนการสอนดนตรีของวัฒนาะรรมไทยและตะวันตกขึ้นมา จำได้ว่าสมัยเรียนประถมที่อำเภอผมยังมีสำนักสอนดนดรีไทยอยู่ และมีรึ่นพี่สองคนเป็นศิษย์สำนักนั้น โดยปกติแล้วพี่สองคนนั้นจะได้เล่นเครื่องดนตรีไทยพร้อมวงแบบครบชุดทุกๆวันปีใหม่ วันแม่ วันพ่อ และบางทีก็วันคริสมาส !!!!
ความรู้สึกของผมเวลาเห็นพี่สองคนนั้นบรรเลง ขิม และ ซอ อย่างแคล่วคล่องว่องไวมันเป็นเรื่องที่เมพมาก เลยแอบไปดูเขาซ้อมกันเพราะอยากรู้ว่าเขาเรียนกันยังไง
พบว่าการเรียนและการซ้อมเพลงนั้นใช้วิธีบอกทำนองกันในห้องซ้อม (ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าโลกนี้มีตัวโน๊ตที่จดลงไปบนกระดาษได้) สิ่งที่ผมเห็นคือพี่สองคนสามารถท่องทำนองได้อย่างแม่นยำ นักดนตรีทุกคนเหมือนรู้ว่าเคาะตรงไหนจะได้เสียงอะไร และเวลาเล่นเพลงใหม่จะค่อยๆจำทีละท่อนเช่น เต่ง เตง เต้ง เตง เตง เต้ง เต่ง … ตุ่ง ตุ้ง ตุง ตุง ตุ่ง ตุ่ง … แบบนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนจังหวะก็จะบอกว่า เร็วอีกนิด ช้าอีกหน่อย ซ้อมกันแบบนี้ไปเป็นร้อยรอบจนกระทั่งทั้งวงเล่นได้ครบทั้งเพลงแบบไม่ผิดพลาดจึงออกแสดง และเวลาเล่นเพลงแค่บอกชื่อเพลง นักดนตรีก็เล่นออกมาได้เลยโดยไม่ต่องเปิดโน๊ต พลิกโน๊ตให้ดูยุ่งยาก ที่สำคัญวงดนตรีไทย ไม่มีผู้ควบคุมวงที่คอยออกมาร่ายรำกำหนดจังหวะอยู่หน้าเวที ทุกคนเล่นเองได้อย่างสมบูรณ์
เสน่ห์อีกอย่างของการสอนดนตรีแบบนี้คือเพลงแต่ละเพลงจะมีคุณลักษณะแตกต่างไปตามยุคสมัย เพราะการจำเป็นทอดๆมักจะเพี้ยนเสมอ และความรู้สึกช้าเร็วแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นแต่ละสำนักก็จะมีทางดนตรีที่ต่างกัน และบางท่อนอาจะเล่นไม่เหมือนกันด้วย !!! บางคนมองสิ่งนี้ว่าเป็นปัญหาแต่ผมมองว่ามันเป็นเสน่ห์นะ ทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง การจดโน๊ตแบบตะวันตกเป็นการยืนยันได้ว่าเพลงนั้นๆได้ถูกบันทึกแล้วแต่จะมีคนอ่านหรือไม่นั่นอีกเรื่อง การเล่นดนตรีแบบไทยๆนี้มีอีกข้อดีคือ เพียงมีใจอยากเล่นและจำจังหวะได้ก็สามารถเล่นดนตรีได้แล้ว เพราะท้ายที่สุดจุดประสงค์ของการเล่นดนตรีคือทำให้คนฟังมีความสุขและส่วนใหญ่ความสุขไม่ได้เกิดจากการเล่นเพลงได้ตรงตามต้นฉบับ แต่เกิดจากการมีอยู่ของดนตรีเพียงเท่านั้น
ดังนั้นถ้าอยากให้ดนตรีมีอยู่ก็จงแสดงให้เห็นว่าการเล่นดนตรีมีความสุขมากแคไหน สนุกอย่างไร ไม่ต่างอะไรกับการเขียนโปรแกรม มีหนังสือสอนเขียนโปรแกรมเยอะก็ไม่ได้เป็นการรับรองว่าเราจะมีคนชอบเขียนโปรแกรมมากขึ้น สอนปากเปล่า สอนใกล้ชิด กลุ่มเล็กๆ ดูจะมีความสนุก สุขมากกว่าเยอะ 🙂