เอาเครื่องบินลงจอด


เคยเขียนเรื่องการเอาเครื่องบินขึ้นไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมโดยที่เขียนเอาไว่ว่าการขึ้นต้องเร่งสุดกำลังเพื่อให้ออกทะยานไปให้ถึงระดับที่ปลอดภัยเพื่อบินไปยังเป้า
หมายที่เรากำหนดและระหว่างทางก็จะเจอหลมอากาศ ลมแรง ฝนตกบ้างอะไรบ้างจนกระทั่งจะถึงจุดหมายเราก็ต้องเเอาเครื่องลงจอดที่สนามบินและแน่นอนว่าการเอาเครื่องลงจอดก็ไม่ได้ง่ายกว่าการเอาเครื่องขึ้นเพราะระดับความอันตรายของการทำงานก็พอๆกัน แต่สำหรับผมดูแล้วการเอาเครื่องลงจะเป็นงานที่ยากกว่าการเอาเครื่องขึ้นเสียอีกเพราะอันนี้อาศัยความสอดคล้องของของสามอย่างคือ ระยะทาง ความเร็ว และมุมลงจอดโดยถ้าเราไม่สามารถควบคุมตัวแปรสามตัวนี้ให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมได้เราจะไม่มีวันลงจอดได้ตรงลานบินเลย และที่สำคัญกว่านั้นคือการลงจอดแต่ละสนามบินก็จะมีความยากที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งทีสำคัญมากเลยคือสนามบินแต่ละแห่งจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันเราดังนั้นสนามบินแต่ละแห่งจึงต้องเตรียมเจ้าหน้าที่นำทางภาคพื้นดินไว้เพื่อช่วยให้นักบินสามารถนำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นการนำเครื่องลงจอดนักบินซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการบังคับเครื่องบินต้องทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินอย่างต่อเนื่อง ผมได้ยินมาว่าจังหวะนี้นักบินห้ามเชื่อสัญชาตญาณตัวเองโดยเด็ดขาดสิ่งเดียวที่เขาต้องทำคือบังเครื่องให้ตรงกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินบอกหรือศัพท์บ้านๆคือ “ต้องเชื่อเจ้าถิ่น” โดยเฉพาะถ้านี่คือการเอาเครื่องไปลงที่สนามบินนั้นครั้งแรก
การเปรียบเทียบการเอาเครื่องบินลงจอดกับการทำซอฟท์แวร์เป็นเรื่องที่ผมได้ยินมาจากผู้ชายที่ชื่อ Jeff Sutherland เขากล่าวไว้ว่าสาเหตุหลักๆที่เราให้เราไม่สามารถ deliver software ได้ตรงตามเป้าหมายที่กำนดไว่้คือ “เราไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน” ซึ่งอันนี้ไม่ต่างกับการเอาเครื่องบินลงจอดบนสนามบินในเวลากลางคืนด้วยนักบินที่ตาบอด และสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือเรารู้ตัวหรือไม่ว่าเราตาบอดอยู่หรือไม่เพราะมีหลายๆครั้งที่เราคิดเอาเองว่าเราตายังดีแต่จริงๆแล้วเราตาบอด นั่นแปลว่าทุกครั้งที่เราล้มเหลวเราไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรเลยเพราะเราไม่รู้ตัวเอง
อีกเรื่องที่สำคัญคือสำหรับเราทีมพัฒนาที่ทำงานแบบ Agile แน่นอนเรามีวิธีการทำงานในแบบที่เราเชื่อว่าเราสามารถ deliver software ที่มี quality ดีและตรงเวลาได้แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทลูกค้าใหม่ที่เราไม่เคยทำงานด้วยกันเลย สถานะเราก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นเครื่องบินที่ต้องลงจอดบนสนามบินแห่งใหม่ สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ “ฟังอย่างมีสติ” ในบางเรื่องที่ลูกค้าเตือนในการ release ครั้งแรกเพราะเราในฐานะทีมพัฒนาใหม่เราไม่มีทางรู้เลยว่า สภาพแวดล้อมหรือวิธีการทำงานของลูกค้าในจังหวะที่ต้อง deploy ของขึ้น production ครั้งแรกลูกค้าเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นมานานผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความสำเร็จและล้มเหลวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เราในฐานะผู้ไปเยือนต้องให้ความเคารพในลูกค้าในเรื่องที่เราไม่รู้ เรื่องบางเรื่องเราต้องเป็นผู้ฟังและปฏิบัติตามถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะขัดใจเรามากก็ตาม สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้เมื่อเกิดความเชื่อใจกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ดังนั้นสำหรับจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญมากเป็นจุดที่เราจะสร้างความเชื่อใจระหว่างกันได้มากที่สุด

“สร้าง trust ด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี”

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.