คุณค่าของความต่าง

เปิด Facebook ทิ้งไว้และบังเอิญได้เจอ mv เพลงนี้ 
นั่งคิดไปว่าปัจจุบันคุณภาพนักดนตรีไทยพัฒนาไปไกลมากแล้วไกลกว่ายุคที่ผมเป็นเด็กมากมาย ผมจำได้เลยสมัยที่ผมเป็นเด็กมากๆทุกครั้งที่ต้องไปงานปีใหม่ผมต้องได้ดูวงสุทราภรณ์ เด็กๆก็สงสัยว่าทำไมวงสุนทราภรณ์มันมีเยอะจังมีทุกจังหวัดกันเลยทีเดียว ที่สำคัญคือนักร้องเกือบทุกคนร้องเสียงเหมือนกัน !!!! Continue reading

เจาะจุดแข็ง (Strength Finder)

จั๊วะ กับ แอร์ แนะนำให้ผมอ่านหนังสือ Strength Fider และทำแบบทดสอบ เพราะว่าหนังสือเขากล่าวไว้อย่างนี้
“หนังสือเล่มนี้สอนให้รู้จักการปฏิวัติทางด้านความคิดในวิธีการเสริมสร้างจุดแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่คนส่วนใหญ่มีความรู้จำกัดเมื่อพุดถึง “ จุดแข็งของตนเอง” สาเหตุอาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้  หรือแม้กระทั่งไม่ตระหนักถึงความสำคัญ  แกนหลักของการปฏิวัตินี้คือกฎง่าย ๆ ข้อที่หนึ่งว่าองค์กรที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่เพียงแค่ต้องยอมรับความจริงที่ว่าพนักงานแต่ละคนต่างกันไป  แต่องค์กรต้องใช้ประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านั้นด้วย  องค์กรต้องคอยสังเกตถึงพรสวรรค์ที่มีมาตามธรรมชาติของพนักงานแต่ละคน  จากนั้นต้องวางตำแหน่งและพัฒนาพนักงานของแต่ละคนเพื่อปรับเปลี่ยนพรสวรรค์ของพวกเขาให้กลายเป็นจุดแข็งจริง ๆ นี้อาจเป็นเริ่มต้นแห่งการพัฒนาและยกระดับวิธีการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น  นอกจากนี้ยังทำให้ทราบถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเองคืออะไร  เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถนั้นได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  รวมทั้งมีโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุขโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย” แล้วผมก็ทำตามที่เขาแนะนำ แล้วผมก็ลืมประจำว่าผมได้อะไรบ้างวันนี้เลยเอามาจดไว้ที่นี่

Continue reading

ผู้สร้างแพทย์ของไทย

ไปพบหนังสือเล่มชื่อ “ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม” ระหว่างรอลูกซื้อของเล่นและหนังสือในร้านหนังสือ อ่านปกแล้วเดินเอาไปให้เมียจ่ายตังให้เลยผมลอกบางส่วนของคำนิยมที่เขียนโดย ศ. นพ. สรรใจ แสงวิเชียร (กายวิภาคศาสตร์ ศิริราช)

“ประวัติการศึกษาแพทย์ในประเทศไทย มีชาวต่างประเทศซึ่งเป็นชาวอเมริกันสองท่านที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาแพทย์ และเป็นผลให้เกิดความเจริญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ท่านแรกคือ ศาสตราจารย์ อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม George B. McFarland. M.D., D.D.S ปฐมอาจารย์ของศิริราช อีกท่านคือ ศาสตราจารย์นายแพทย์ A.G. Ellis M.D., M.Sc. อดีตคณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล ผู้วางหลักสูตรแพทย์ศาสตร์บัญฑิตของไทย

Continue reading

ทำขึ้นและทำไม่ขึ้น

บริเวณที่ผมอาศัยอยู่เป็นบริเวณที่อยู่ใกล้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และใกล้กับธนาคารเพื่อการเกษตร/สำนักงานใหญ่ ดังนั้นช่วงนี้แถวบ้านจะคึกคักมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ townhouse ต่างๆที่เคยปิดร้างและที่เคยมีกิจการก็ต่างสลับเปลี่ยนหน้าตากันไปตามยุคสมัย แต่จะมีอยู่หนึ่งคูหาที่ผมแอบสังเกตุมานานแล้วว่า “ใครมาทำก็ไม่ขึ้น” คือคูหานี้เท่าที่ผ่านมาสามถึงสี่ปีหลังเปลี่ยนเจ้าของที่มาเช่าไปแล้วสามที่สี่เจ้า และละเจ้าก็จะมี style ในการทำร้านไม่เหมือนกันไล่มาตั้งแต่ร้าน ส้มตำ ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวตามสั่งที่ดู grand(ขึ้นมาหน่อย) ทุกเจ้าที่มาเปิดผมเป็นลูกค้าเสมอเพื่อศึกษาว่าแต่ละเจ้าแตกต่างกันอย่างไร แต่พบว่าสามเจ้านี้อยู่ได้ไม่นานก็จากไปจนกระทั่งผมเองก็คิดไปว่า “ที่ตรงนี้คงทำอะไรไม่ขึ้นแล้วหละ”

แต่เมือสองเดือนที่ผ่านมาผมก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยที่ครั้งนี้เจ้านี้เปลี่ยนคูหาที่ว่าไปเป็นร้าน “กาแฟและบอร์ดเกม” ซึ่งสำหรับผมแล้วเออมันดูโอเคมากเลยเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างแหวกแนวมาก แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า “มันจะไปรอดหรอ” เพราะที่ผ่านมามันไปกันทุกร้านเลย ไม่เกินสามเดือนและแถวนี้ก็มีคนพยายามเปิดร้านกาแฟมาหลายที่ละอยู่ได้ไม่นานสักร้าน
เวลาผ่านไปสองเดือนร้านนี้ก็ยังอยู่และคนก็ยังดูหนาแน่นเต็มร้าน ผมก็เริ่มใจชื้นสัปดาห์ก่อนเลยแวะเข้าไปซื้อเครื่องดื่มในร้านดูว่าบรรยากาศร้านเป็นอย่างไร ก้าวแรกที่เหยี่ยบเข้าไปในร้านก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าของร้าน “สวัสดีครับ” อย่างพร้อมเพรียงนี่ก็เป็น first impression แล้วสำหรับผม จากนั้นก็เดินไปสั่งชามะนาวซึ่งปกติร้านก็จะรับ order และก็ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่ง แต่ที่นี่เจ้าของร้านถามกลับมาว่าจะรับเป็นแบบ “หวานปกติ หรือ หวานน้อย” ครับพร้อมด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม เป็นความประทับใจที่สองที่ได้รับ จากนั้นก็ย้ายไปดูบอร์ดเกมที่มีให้บริการน้องเขาก็เดินตามมาอธิบายว่าเกมมีกี่กลุ่มอัตราค่าบริการเป็นอย่างไรบ้างและถ้าผมสนใจสั่งก็สามารถฝากสั่งได้ (ความประทับใจที่สาม) หลังจากนั้นผมก็รับชาเย็นแล้วก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน

กลับมาถึงบ้านก็นั่งดูดชาเย็นและคิดไปว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่เราประทับใจร้านนี้เป็นเรื่องของความรู้สึกการเป็นเจ้าของของน้องทั้งสาม ความเอาใจใส่ หรือเราเรียกรวมๆว่า “อัธยาศัยดี” ซึ่งต่างจากสามเจ้าที่มาเปิดก่อนหน้านี้มากเลยทีเดียวสำหรับผมแล้วนี่เป็นจุดที่กระตุกความคิดเดิมผมให้เปลี่ยนไปในทันทีเลย เพราะทุกวันนี้ผมยังอยากปั่นจักรยานไปกินชามะนาวจากร้านนี้ทุกวันเพราะผมรู้สึกว่าเขาอัธยาศัยดีและนอกจากนี้ร้านก็ยังมีเอกลักษณ์ที่ดีต่างจากร้านปกติทั่วไปคือไม่เน้นเรื่องการจุคนให้มากแต่เน้นที่ความรู้สึกสบายไม่อึดอัด

สำหรับผมหลังจากนั่งคิดอยู่สองสามวันก็คิดในใจว่าแม่เคยเล่าให้ฟังว่า งานบางอย่างหรือธุรกิจบางอย่างคนบางคนทำแทบตายทำไม่ขึ้น แล้วก็เที่ยวไปเตือนไปว่าคนอื่นว่าอย่าทำเลยเพราะทำไม่ขึ้นหรอกเขาลองมาแล้ว … แต่หลังจากนั้นไม่นานทีกคนมาทำ ที่เดียวกัน ทำเลเดียวกัน ธุรกิจเดียวกันกับคนก่อนแต่ผลที่ได้ออกมาคือเขาทำได้สำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อซึ่งปัจจัยของความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยหนึ่งในนั้นคือ อัธยาศัย เพราะอะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าต้องปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกันแล้วการมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส จะสร้างความประทับใจให้ก่อเกิดได้ง่ายและเป็นที่น่าจดจำ ซึ่งความรู้สึกประทับใจครั้งแรกจะเป็นปัจจัยให้ลูกค้ากลับมาทำธุรกิจกับเราในครั้งต่อๆไป

“ของสิ่งเดียวกัน จะมีทั้งคนที่ทำขึ้นและทำไม่ขึ้น”

เพลงคลาสสิก

เมื่อคืนก่อนเห็นภาพนี้จาก Facebook ก็เลยเห็นว่าเออท่าทางในหนังแฮรี่ พอตเตอร์ เหมือนกันภาพนี้จริงๆก็เลยไปหา vdo บน youtube ดูเรื่องเกี่ยวกับ “conductor”
May-21-2013-18-50-10-conductorsandtheirspells
ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องดนตรีคลาสสิกอะไรมากมายครับ ดู vdo ไปเยอะมากและก็พบว่า conductor แต่ละคนจะมีท่วงท่าของตัวเอง บางคนเคลื่อนไหวราวกับเต้นรำ(Carlos Kleiber)คนนี้ผมชอบตั้งแต่เห็นครั้งแรกเป็นคนแก่ที่ cool มากพอย้อนไปดูตอนเป็นหนุ่มพบว่าหล่อมากกกกกเลย บางคนยืนหลับตา(Herbert von Karajan) บางคนเล่นเปียนโนด้วย(Daniel Barenboim)

และนอกจากนั้นเขาเหล่านั้นก็จะมีวิธีการตีความบทเพลงที่แตกต่างออกจากกันและผมเองก็เพิ่งสังเกตุว่าแม้จะเป็นเพลงเดียวกันแต่เมื่อเปลี่ยน conductor เพลงก็จะมีสำเนียงที่ต่างออกไป แต่ที่ผมชอบดูที่สุดคือตอนเขาซ้อมช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่เราจะได้เห็นวิธีการที่ conductor อธิบายการตีความ การสื่อสารกับนักดนตรีว่าโน๊ตตัวนั้นจะให้ออกเสียงอย่างไร conductor บางคนที่เล่นเครื่องดนตรีได้เองจะรู้แม้กระทั่งว่าจังหวะนี้ต้องรอให้นักดนตรีเตรียมลมหายใจสำหรับเครื่องเป่า และต้องเป่าแบบไหนถึงจะได้เสียงในแบบที่เขาอยากได้ยิน บางคนมีอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด บางคนมีท่าทีอ่อนโยนและมีวิธีการใช้คำอธิบายที่ลึกซึ้งซึ่งสิ่งเหล่าน้ัน อีกสิ่งที่ผมชอบคือวิธีการสื่อสารระหว่างนักตนตรีกับ conductor คือภาษาที่เขาใช้มันเป็นภาษาที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูดคนต้องทำเสียง ดี๊ดาดัม ดุ้มดิ้ม กันและน่าแปลกใจคือเขาคุยกันรู้เรื่องด้วย ผมเลยเข้าใจว่าโน๊ตที่เขียนไว้เป็นการสร้าง abstraction ไว้ระดับหนึ่งเท่านั้นการ execute มันออกมาจะเป็นอย่างไรต้องอาศัยทั้ง conductor มาตีความและต้องอาศัยนักดนตรีที่สามารถสื่อสารกับตัวเองได้และเข้าใจว่าสิ่งที่เขาต้องการถ่ายทอดออกมาด้วย หลังจากดู VDO นี้แล้วผมก็รู้สึกว่า “เออ พอได้ฟังคำอธิบายจากศิลปินแล้ว เพลงคลาสสิกนี่มันก็เพราะดีเหมือนกันนะเหมือนภาพวาดเลยดูเฉยๆไม่สวยหรอกแต่พอฟังศิลปินอธิบายเท่านั้นแหละภาพสวยขึ้นมาทันที”