ครบสี่ปีที่ทะลุกรอบเก่าเพื่อปัญหาใหม่

ช่วงยุคสงครามเย็นอย่างที่เรารู้กันว่าการแข่งขันทางการทหารระหว่างรัสเซียและอเมริกาเป็นไปอย่างดุเดือด ชิงไหวชิงพริบกันตลอดเวลาและทั้งคู่ก็ต่างอยากรู้เสมอว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ซึ่งการได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็ทำได้หลายวิธีเช่นการส่งสายลับเข้าไป การแอบซื้อตัวสายลับและการส่งดาวเทียมเข้าไปถ่ายภาพจากมุมสูงซึ่งการส่งดาวเทียมเข้าไปดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีแต่ก็มีปัญหาอยู่ว่าดาวเทียมหนึ่งดวงจะสามารถถ่ายภาพที่บริเวณหนึ่งๆได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเพราะมันต้องโคจรรอบโลกและกว่าที่มันจะกลับมาที่ตำแหน่งเดิมได้ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงแข่งกันสร้างเครื่องบินสอดแนมที่ยินได้ในระดับสูงระดับชั้นขอบโลกกันอย่างแข็งขัน


อย่างไรก็ตามปัญหาที่นักออกแบบเครื่องบินต้องเผชิญคือถ้าเราส่งเครื่องบินเข้าไปที่ดินแดนข้าศึกเราจะเอาชีวิตรอดออกมาได้อย่างไรเพราะในนั้นมีทั้งเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่บินได้เร็วกว่าเสียง เรดาห์ตรวจจับ และจรวดป้องกันจากพื้นสู่อากาศ โจทย์เหล่านี้เป็นโจทย์เดิมๆที่นักออกแบบเครืองบินทุกรุ่นต้องเผชิญมาตลอดหลายสิบปี คิดไม่ตกกับกรอบความคิดเดิมๆ ติดอยู่นานจนทนไม่ไหวละนักวิจัยเลยบอกว่าเราจะไปทางออกที่สุดขั้วกันเลย คือ ถ้าจรวดมันเร็วเท่าไหร่ เราไม่ต้องหลบเราสร้างของที่บินเร็วกว่า แม่ม ดังนั้นทางออกคือ “การสร้างเครื่องบินล่องหนที่บินเร็วกว่ากระสุน” มันเป็นอากาศยานที่มนุษย์ไม่เคยสร้างมาก่อน ปัญหาแรกที่ต้องเจอคืออุณหภูมิเนื่องจากตอนนั้นวัสดุหลักที่ใช้สำหรับการผลิตตัวเครื่องบินคือโลหะเบาประเภทอลูมิเนียมและอลูมิเนียมนี่แหละที่เป็นปัญหาหลักเนื่องจากการบินที่ความเร็วกว่าเสียงสามเท่าอลูมิเนียมจะร้อนจนละลาย !!!!! “อ่าวทำไงละ เจอปัญหาอีกละ” …ทางออกสำหรับเรื่องนี้คือการใช้วัสดุชนิดใหม่ที่ทนความร้อนและมีน้ำหนักเบา ที่ยังไม่เคยมีคนใช้มาก่อนอีกชื่อ polymer composite material เพราะมันให้ผลในการออกแบบสิงอย่างคือมันทนความร้อนและสะท้อนเรดาห์ได้น้อยกว่าอลูมิเนียม แล้วยังไงดีเพราะยังไม่มีใครเคยสร้างเครื่องบินด้วยวัสดุนี้มาก่อนไม่มีแม้แต่เครื่องมือในการประกอบแต่ก็หากันจนได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่อมาหลังจากได้วัสดุและวิธีสร้างแล้วคือเราไม่สามารถต่อ polymer composite material ให้เป็นแผ่นเดียวได้เพราะถ้าเราทำแบบนั้นเมื่อมันร้อนขึ้นมัันจะขยายตัวจนเบียดกันจนแตก … ปัญหาอีกละ ทำไง ทางออกคือนักออกแบบต้องยอมให้ตัวเครื่องบินมีรูเล็กๆเต็มไปหมดเพื่อเว้นช่องให้เวลาขยายตัวและเมื่อเติมน้ำมันเข้าไปมันจะรั่วออกมาตลอดเวลาจนกระทั่งเครื่องบินถึงความเร็วสูงจนกระทั่งผิวของมันร้อนและขยายตัวน้ำมันก็จะหยุดไหล เมื่อแก้ปัญหานี้ได้ก็มีปัญหาอื่นๆมาให้แก้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม Blackbird ก็สามารถออกประจำการได้ในปี 1966 มันสามารถทำงานสอดแนมได้อย่างยอดเยี่ยมแต่อก็ยังมีปัญหาให้ตามแก้อีกมากมายจนกระทั่งเครื่องรุ่นนี้ปลดประจำการออกไปเมื่อปี 1998
เราได้อะไรจากการรู้เรื่องการสร้างเครื่องบินลำนี้ สำหรับผมเข้าใจมากขึ้นเรื่องการแก้ปัญหาเดิมๆที่คนมักคิดว่าไม่มีทางแก้ได้ เช่นการทำ software เราก็มีปัญหาเดิมๆที่เราพบมาตลอดหลายสิบปีในประเทศไทยคือการทำยังไงให้เราสามารถส่งงานได้ตรงเวลา มีคุณภาพและผู้ใช้ชอบเราก็พยายามกันมานานและก็ล้มไม่เป็นท่ามาตลอด บางคนก็หลอกตัวเองว่าแก้ได้จนกระทั่งเราเริ่มรู้ตัวว่าเราเลือก process ผิดเราเอา process สำหรับสร้างของที่มันแก้ยากเช่นบ้านหรือตึกมาสร้างของที่ต้องแก้ง่ายๆ เราเลยได้ software ที่แก้ยากเหมือนตึกออกมาเต็มไปหมด จนกระทังเรามาเจอคำที่เรียกว่า agile ซึ่งเป็น mind set ที่เตือนเราว่าคุณค่าของการสร้าง software คืออะไรและเราก็เริ่มเห็นว่านี่น่าจะเป็นการสร้าง software ที่มันเปลี่ยนได้ง่าย คุณภาพดี คนใช้รัก คุ้มค่าเงิน อย่างไรก็ตามสำหรับผมเองก็เริ่มเห็นว่า agile ไม่ใช่ของวิเศษที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างในการทำ software ให้เราได้ แต่มันเป็นกุณแจที่เราใช้ไขประตูที่ขังเราไว้นานมากออกเพื่อให้เราได้เห็นโลกใหม่ที่เราไม่เคยได้ลองเข้าไปมาก่อน นั่นหมายความว่ามีปัญหาอีกมากมายที่เราต้องแก้ไขไปเพื่อให้พบกุญแจดอกถัดไปที่จะนำเราไปสู่โลกอีกโลกที่เราเองก็ไม่เคยไปถึงมาก่อน และมันจะเกิดสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดไป ดังนั้นหลายๆคนอาจกลัวที่จะลองทำความรู้จักกับ agile สำหรับผมเดาว่าลึกๆแล้วเขาไม่ได้กลัว agile แต่พวกเรากลัวปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นเนื่องจากมันจะเป็นปัญหาใหม่ที่เขาทั้งหลายไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลยว่าเมื่อซอฟท์แวร์มีคุณภาพดีจนเราไม่ต้องนั่งพะวงว่ามันจะพังนั้นเป็นอย่างไร เราจะมีเวลามานั่งสร้างทีมดีๆให้เกิดขึ้นได้จริงๆ เราจะมีเวลาไปโฟกัสเรื่องคน เราจะมีเวลาไปแก้ไขเรื่องการสื่อสารเรียนรู้ว่าเราจะสื้อสารกันอย่างไรให้ดีมากขึ้นและมีจุดอื่นๆอีกเต็มไปหมดที่เราไม่เคยได้มีโอกาสได้นั่งมองมันดีๆเลยเพราะเราเอาเวลาทั้งหมดใช้ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเช่น performance หรือ bug ดังนั้นถ้า agile เข้ามาแก้สิ่งเหล่านี้ได้สิ่งที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดมันแทบจะหมดความหมาย สิ่งที่ต้องทำคือการสร้าง skill ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาใม่ๆที่ไม่เคยเจอมาก่อนและเมื่อเขาเองไม่อยากที่จะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ พวกเขาเลยตัดสินใจที่จะปิดตัวเองด้วยการใช้คำพูดง่ายๆว่า “agile ไม่ work หรอกที่ประเทศไทย” ซึ่งสำหรับผมมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะจะมีกี่ครั้งในชีวิตเราที่จะได้ทะลุกรอบเก่าๆไปเพื่อให้ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ

“เมื่อแก้ปัญหาหนึ่งได้ จะมีปัญหาใหม่เข้ามาให้เราแก้อีก วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

“หยุดจำกัดตัวเองมาแก้ปัญหาเดิมๆกันเถอะและเรามาดีใจที่จะได้แก้ปัญหาที่ยังไม่เคยมีใครพบมาก่อนกันเถอะ”

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.