ผมมาเขียน code ได้ไงนะ

เห็น post บน facebook เรื่อง “#ต้มยำกุ้ง ช่วงเวลาที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปี แต่ทุกภาพเหตุการณ์ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ…มีใครยังจดจำเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้อยู่ เข้ามาเล่าให้นายกบแดงและเพื่อนๆ เล่าสู่กันฟัง แชร์ประสบการณ์กันหน่อยนะครับ #ลูกหลานต้มยำกุ้ง” เลยเป็นเหมือนการเตือนความทรงจำว่า ผมมาเขียนโค้้ดได้ยังไงนะ เลยอยากจดไว้เป็นที่ระลึกเผื่อได้กลับมาอ่านวันหลัง
เรื่องราวเกิดมาจากผมเรียน ป ตรี ครั้งแรกปี 36 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลับเชียงใหม่เรียนได้หนึ่งปีก็โดนรีไทร์ครับ ตอนนั้นก็ fail พอสมควรแต่ก็ยังไม่เข็ดนะเขาบอกว่าอะไรยากๆให้ทำบ่อยๆเลยสู้อีกรอบโดยการสอบเข้าสาขาที่ยากที่สุดในสามโลกคือ วิศวกรรมไฟฟ้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะอยากเท่ (รู้สึกว่าคิดผิดมาก) มันเรียนยากจริงๆครับเรียน math ทุกตัวในโลกใบนี้จนคิดว่าเอ๊ะเราเรียน วิดวะ หรือเรียน math นะ ระหว่างเรียนก็ถูๆไถๆไปได้เรื่อยๆตามวาระที่ยากคือต้องวางแผนเรียนให้ดีๆด้วยเนื่องจากอาชีพวิศวกรจบออกมาต้องมีใบประกอบวิชาชีพด้วย ถ้าจบมาไม่มีใบประกอบวิชาชีพก็แทบไม่มีความหมายอะไรดังนั้นจะเรียนอะไรต้องระวังมากบางวิชาอยากเรียนแต่ไม่เอามานับในการขอ กว ได้ก็ไม่เรียนเพราะกลัวเสียเวลา … เสียดายมากเหมือนกัน เรียนไปเรียนมาก็ถึงปีสี่ที่จะจบพบว่าตอนนั้นรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เศรฐกิจล้ม บริษัทต่างๆที่เคยรุ่งเรืองก็ปิดรับคนโดยเฉพาะบริษัทและรัฐวิสาหกิจที่ผมอยากจะทำ !!!!
ด้วยความจริงว่าผมเป็นคนเรียนไม่เก่งเมื่อเทียบกับเพื่อนๆในคณะผมเลยไม่เลือกทำโปรเจคจบด้วยการทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าเพราะไม่มี passion กับมันเท่าไหร่แต่ต้องเรียนให้จบเลยตัดสินใจเลือกทำงาน software กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ผมอยากทำงานด้วย โดยซอฟท์แวร์ที่เขียนคือการเขียน marco บน excel เพื่อคำนวณค่าสอนของอาจารย์ในคณะและนั่นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่พาผมเข้าสู่เส้นทางการทำงานในแวดวงคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการคร้ังแรก
แต่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผมเปลี่ยนสายงานคือมาเฟียประจำตัวผมครับ ชื่อ “คุณแม่” ก่อนเรียนจบแม่มักถามเสมอว่าผมจะไปทำอะไร ซึ่งผมก็มักจะตอบเสมอว่าผมอยากทำงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต อยากไปดูระบบปั่นไฟขนาดใหญ่ตามที่ตัวเองได้รำเรียนมา ให้ไปอยู่เขื่อนก็ไปนะ ผมสังเกตว่าแม่ฟังแล้วก็เงียบๆไปทุกครั้ง (เพิ่งจะมาคิดได้ตอนหลังๆว่า แม่คงพูดในใจว่ามึงจะไปทำไมนะเขื่อนน่ะ แต่แม่เกรงใจเลยไม่ด่า) จนกระทั่งเรียนจบเรื่องราวก็ช่างประจวบเหมาะว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีงาน แม่เลือกบอกว่า “ลองไปช่วยงานลูกพี่ลูกน้องดูไหม เขาเพิ่งเปิดบริษัทซอฟท์แวร์ เผื่อจะมีช่องทางทำอะไรของตัวเองได้ เปิดกิจการเองยังไงก็สนุกกว่าทำงานให้คนอื่นนะ”…แม่กล่าว… เมื่อประกอบเข้ากับงานสายหลักที่อยากทำงานก็ปิดรับสมัคร “งานเขียนโค้ดก็ดูเป็นงานที่สนุก” ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะตัดสินใจเปลี่ยนสายงานไปทำงานด้วยซอฟท์แวร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สรุป ต้มยำกุ้งเป็นชนวนครับและคนที่จุดชนวนชวนผมเข้าวงการซอฟท์แวร์คือ “แม่” ครับ ถึงตรงนี้ต้องร้องเพลง แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวงครับ