50,000 tweets กับ twitter story

รู้จัก twitter มา 9 ปีละเพิ่งจะถึง 50,000 tweets ไปเมื่อไม่นานในขณะที่คนอื่นน่าจะไปถึงนานละ ผมรู้จัก twitter จาก @sugree ครับว่าเป็น micro-blog ที่สามารถพิมพ์ได้ 144 ตัวอักษรและเป็นที่นิยมมากในช่วงนั้น ผมเข้าใจว่าเป็น Social Media ตัวแรกๆที่เข้ามาในประเทศและคนใช้งานต่อเนื่องอย่างยาวนาน ใช้ twitter แล้วเหมือนเป็นที่เอาไว้บ่นอะไรแบบเร็วๆ หลังๆนี่เอาไว้ post รูปซะเป็นหลัก หรือเอาไว้ติดตามเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเช่นผลบล รายงานกีฬา ข่าวสำคัญสำคัญเพราะผมรู้สึกว่าไล่อ่าน feed twitter ง่ายกว่าบน facebook เยอะมาก



ผ่านมา 9 ปีไม่รู้ว่า twitter มี feature อะไรใหม่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ดีกว่าแต่ก่อนมากนักคือเรื่อง stability และ scalability เพราะเมื่อก่อนทุกคนจะได้เห็นรูปวาฬบินได้วันละสองถึงสามครั้งเนื่องจาก stack ที่ twitter ใช้ในช่วงต้นคือ Ruby On Rails ซึ่งถือว่าเป็น stack ที่ล้ำมากในตอนนั้นในแง่ของการขึ้นงานเร็ว learning cerve ต่ำ มีความ generate ได้เยอะแยะโดยไม่ต้องเขียนโค้ด แต่สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อมากของ Ruby On Rails คือเรื่องความยากในการ Deploy และการ Scale จนพวกเราเฝ้าดูอยู่ห่างๆว่า Twitter จะหาทางออกอย่างไร จนสุดท้ายได้ข่าวว่าเปปลี่ยนหลังบ้านไปเป็น jvm base และปรับโครงสร้างหลายอย่างจนกระทั่งเข้าที่เข้าทางปัจจุบันเราแทบจะไม่เห็น วาฬบิน ตัวนั้นกลับมาอีกแล้ว ถ้าอยากรู้ว่า twitter หลุดออกมาจากมุมนั้นได้อย่างไรให้ลองดู slide ด้านล่างครับ

กรณี twitter สำหรับผมเองก็ได้เรียนรู้อะไรได้หลายอย่างมาก twitter ถือเป็น startup ยุคบุกเบิกเลยก็ว่าได้ดังนั้นเราจะเห็นการทดลองต่างๆชัดเจนมากเช่นการลงทุนเรื่อง technology ของ twitter ช่วงแรกผมเข้าใจว่าใช้ของที่ทำได้ง่ายออกเร็วๆเพื่อพิสูจน์สมมติฐานของตัวเองก่อนว่ามีคนต้องการใช้ระบบหรือไม่โดยไม่ได้สนใจเรื่องความง่ายของการ scale เสียเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ถูกต้องนะสำหรับบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขแบบนั้น เพราะถ้าเราจะเอา technical excellent นำมันจะใช้เวลานานมากกว่าจะคลอด feature ออกมาได้สักอัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดคือในช่วงที่ระบบต้องเปลี่ยนเพื่อ scale ให้ทันคนใช้นั้น twitter เองก็ไม่ได้เพิ่ม feature อะไรเข้ามาเลยแต่จะเน้นไปที่การทำ technical feature ที่ทำให้ระบบสามารถทนทานมากขึ้นเพราะถ้าเอาแต่เพิ่ม feature ใหม่เข้าไปในระบบที่ไม่ stable เลยก็มีแต่จะทำให้คนใช้ลดลง ซึ่งหลายๆองค์กรเองก็พยายามเลือกไปทางเดียวกับ twitter คือเลือกเอาของที่ทำง่ายๆ dev เร็วๆมาทำ platform ก่อนแต่ในทางกลับกันองค์กรเหล่านั้นไม่ได้ให้โอกาสในการปรับโครงสร้างของระบบเมื่อมีการใช้งานมากขึ้นแต่เลือกที่จะฝืนไปด้วยโครงสร้างเดิม ซึ่งแน่นอนว่าจุดจบมันดูน่าสงสารมาก เราได้เห็น legacy code ที่เปราะบางและพร้อมที่จะพังไปต่อหน้าต่อตาได้ทุกเมื่อและในที่สุด legacy นี้ก็จะกลับมาฆ่าคนที่สร้างมันขึ้นมาเอง เขียนมาตั้งนานอยากจะบอกว่าการเริ่มต้นแบบ quick and dirty นั้นสุดท้ายเราต้องกลับมาล้างหนี้นั้นอยู่ดีเราไม่มีทางหนีมันพ้นหรอก ให้ดู twitter เป็นตัวอย่างซึ่งกรณี twitter ถือว่าโชคดีที่ได้ engineer ที่เก่งและสามารถแก้ปัญหาได้จริงแต่สำหรับอีกธุรกิจอีกหลายเจ้าอาจจะไม่โชคดีแบบ twitter พวกเขาอาจจะไม่สามารถทนจนก้าวข้ามจุดที่เราล้างหนี้ได้หมดและสุดท้ายต้องกลับไปอยู่บน platform เดิมลากกันไปแบบนั้นรอดได้ก็ถือว่าโชคดี ลากไม่ไหวก็เจ๊งกันไป
ข้อคิดที่สองที่ได้จากกรณี twitter คือเราเองต้องมองให้ออกและแยกให้ได้ระหว่างคนที่ทำงาน “ได้” กับคนที่ทำงาน “เป็น” สองคำนี้ต่างกันมาก จงฝึกที่จะมองให้ออกและเลือกอย่างระมัดระวัง คนทำงานเป็นเป็นสินทรัพย์อันทรงค่าขององค์กรจงเก็บรักษาพวกเขาไว้ให้ดีเหนือสิ่งอื่นใด

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.