Half Marathon แรกของผม

Retrospective การวิ่ง Half Marathon แรกในชีวิต
ก่อนหน้านั้น:คิดเสมอว่าเป็นคนที่วิ่ง แต่พบว่าวิ่งได้ไม่กี่โลก็หมดแรง และเจ็บไปหมดสุขภาพไม่ดี ความดันสูงเป็นเก๊าท์ ตับอีกเสบเพราะไขมันพอกตับ น้ำหนักเกือบ 90 ดื้อไม่ยอมไปหาหมอเพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้สุขภาพย่ำแย่ขนาดต้องนั่งรถเข็นไปทำงาน จนได้มีโอกาสไปทำงานที่ SET โดนคุณเกียวเรียกไปอบรมเรื่องสุขภาพและนัดหมอให้เลยไปให้หมอด่าอยู่หลายชั่วโมง หมอบอกว่า “เริ่มรักษาที่ละเรื่องนะตอนนี้ทำให้เดินได้ปกติโดยที่เก๊าท์ไม่กำเริบก่อน” แล้วค่อยออกกำลังกายหลังจากนั้นสุขภาพจะดีขึ้นเอง ตั้งแต่นั้นมาก็กินยาและเริ่มเดินเบาๆมาตลอดเพราะเชื่อว่าตัวเองวิ่งไม่ได้ จนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไปช่วงวันที่ 9-11 December 2017 ได้ไปลองวิ่งริมหาดกับพี่อู โก้ แล้วก็พบว่าการิว่งของผมตลอดชีวิตที่ผ่านมามันผิด หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกวิ่งมาเรื่อยๆสี่โล เป็นห้าโล เป็นหกโล ซ้อมวิ่งสิบโลครั้งแรกกับบอยโดยการวิ่งรอบมหาลัยเกษตร แล้วก็ไปวิ่งมินิมาราธอนได้โคตรดีใจ ไม่คิดว่าตัวเองจะวิ่งได้สิบโลนี่เกินจินตนาการมากไกลมากเลยสมัยก่อน แล้วอยู่มาวันหนึ่งคุณโก้ก็บอกว่า “พี่ต้องไปวิ่ง Half Marathon ละ” นี่เป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตเลย

เตรียมตัว: สารภาพเลยว่ากังวลมากตอนตัดสินใจสมัครเพราะตอนนั้นเพิ่งวิ่ง Minimarathon ได้สองสามรายการ แต่ก็ขอตั้งเป้าหมายว่าจะขอวิ่งให้ได้ภายในปีนี้ เลยตัดสินใจสมัครตั้งแต่ตอนนั้นเหลือเวลาซ้อมประมาณ 5 เดือนได้ และไม่เคยวิ่งได้ไกลเกิน 10 โลเลย ใจไม่ถึงเลยเพราะแค่ 10 โลก็เหนื่อยมากแล้วตอนนั้น จนกระทั่งได้วิ่งกับพี่ Chonlasith Jucksriporn ที่ เกษตร วันนั้นจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากวิ่งครบสิบโล (อ่อจำได้ละว่าคืนก่อนพี่อูทำการบ้านกับภรรยาเลยหมดแรง) พวกเพื่อนๆไปกินเนื้อย่างกัน ผมตัดสินใจลองวิ่ง 15 โล อยากรู้ว่าเป็นไง วิ่งไปคนเดียว งองแงมากเลย แวะ 7-11 ทุกร้านที่มีเพื่อกินน้ำและพัก กว่าจะครบ 15 โลจำได้ว่าขาลาก แต่ดีใจมากเมื่อพบว่าเราวิ่งเกิน 10 โลได้นี่ ตอนวิ่งครบจำได้ว่าบอกพี่อูว่า “เหนื่อย เหี้ยๆ ครับพี่” การวิ่งครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าขาเรายังไม่แข็งแรงพอต้องซ้อมอีก
หลังจากนั้นก็ซ้อมเรื่อง speed/perfoemance ในระยะต่ำกว่า 10 โลมาตลอด จนกระทั่งผ่านจุดที่เรียกว่ามั่นใจ (หลงตัวเอง) ว่าร่างกายแข็งแรงดีแล้ว เลยตัดสินใจวิ่งแบบ negative sub ระยะ 18 โลเพื่อวางแผนการวิ่ง เพราะยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าจะวิ่งครบ 21 ได้ไง จากสภาพที่ตัวเองวิ่ง 15 ได้ และก็เป็นอย่างที่ได้เคยเล่าไปแล้วว่า เจ็บหนัก เพราะพักน้อยแล้วฝืนซ้อมอีก เลยต้องหยุดไป 1 เดือน และทำให้มีเวลาฟื้นร่างกายหลังหายเจ็บ 3 สัปดาห์ บอกเลยว่าหวั่นใจมากว่าจะไม่ได้วิ่งเพราะอาการบาดเจ็บมันร้ายแรงมากจนกลัวว่าจะเจ็บที่เดิมอีก หลังจากหายเจ็บเลยตัดสินใจค่อยๆซ้อมละ ไม่บ้าบอเหมือนรอบที่แล้ว ร่างกายก็กลับมาได้รอบนี้ไม่หักโหม ซ้อมแต่พอดี เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นว่าไปได้แค่ไหน สัปดาห์สุดท้ายก่อนวิ่งซ้อมวิ่งไกลได้ 17 โล แบบค่อยๆวิ่ง และวันต่อมาไม่เจ็บเริ่มมั่นใจมากว่าจะวิ่งจบแน่นอนและรู้ว่าจะประคองตัวเองอย่างไรให้ไม่บาดเจ็บ สัปดาห์วิ่งซ้อมน้อยมาก วิ่งเบาๆรักษากล้ามเนื้อนวดพักผ่อนกินอาหารให้เพียงพอและพบว่าการวิ่งไกลๆยาวๆต้องมีแผนการกินก่อนวิ่งด้วยเพราะสะสมพลังงานให้เพียงพอเพราะการวิ่งระยะไกลคือการจัดการและบริหารพลังงาน
วันวิ่ง: ทานข้าวเย็นเสร็จกลับที่พักเพื่อเข้านอนตั้งแต่ สามทุ่ม แต่หลับลำบากมากเพราะที่พักอยู่ติดหาดบางแสนและในช่วงวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวเยอะมาก จุดพลุกันสนุกสนานกว่าจะหลับได้สี่ทุ่มนอนไปสักพักสะดุ้งตื่นมาคิดว่าตีสองครึ่งตามเวลาละ พบว่าเพิ่งเที่ยงคืน !!!! ข่มตานอนต่อและตื่นเป็นระยะจากเสียงพลุจนกระทั่งตีสาม ศิริรวมนอนไปได้ 5 ชั่วโมง ถือว่ายังดี ตื่นแล้วก็ดื่มน้ำกินกาแฟนิดหน่อย แล้วก็กินข้าวเหนียวไก่ย่างที่ภรรยาเตรียมไว้ แต่งตัวเดินไปรอพี่อูกับเพื่อนๆ ไปถึงสถานที่วิ่งก็วิ่งวอร์มตามคำแนะนำของพี่อูอีก 1 โลและโหลด butter cake อีกหนึ่งชิ้น เติมน้ำเข้าเข็มขัดวิ่งครึ่งขวดเพราะคิดว่าจะไปเติมระหว่างทางและจะได้ไม่หนักมาก (อันนี้เป็นการวางแผนที่ผิดคาดมาก) ปล่อยตัวตีห้าคึกคักมากนักวิ่งเยอะมาก คุยกับเต๋าว่าเราจะวิ่งแบบอ้อยอิ่งไปก่อนสัก 7 โลด้วย pace 8:30-9:00 เพื่อรักษาพลังงานและไม่เร่งจนเกินไป วิ่งไปได้สองโล จุดให้น้ำไม่มีที่ฝั่งเราแต่ไปอยู่อีกฝั่งและคนเยอะมากเราเลยคุยกันว่าเดี๋ยวค่อยวนกลับมากินหลังกลับตัวแรกเพราะอากาศดีเย็นๆ ผ่านจุดกลับตัวเราก็วิ่งเฮฮามาจนกระทั่งมาถึงจุดให้น้ำพบว่ามีเจ้าหน้าที่ยืนตะโกนว่า “น้ำหมดครับ ทางทีมจัดงานไม่นำน้ำมาส่ง และคิดว่าจุดข้างหน้าก็ไม่มีน้ำ สำหรับนักวิ่ง half และ full อันตรายมากให้หยุดวิ่งที่จุดปล่อยตัวข้างหน้า” เราสองคนมองหน้ากันและสบถว่า “เหี้ยละ” เต๋าไม่ได้เอาขวดน้ำมาผมมีครึ่งเดียวและกินหมดไปแล้ว มองหน้ากันและคุยกันว่าจะวิ่งไปให้ถึงโล 7 ถ้าไม่มีน้ำจะเลิกวิ่งถือว่าเป็ฯการ DNF ที่ประทับใจมากเพราะไม่มีน้ำแดก

วิ่งไปผ่านโล 5 มีเพื่อนนักวิ่งตะโกนมาข้างหลังว่า “น้ำครับ ผมขนมาได้ลังนึง แบ่งๆกันครับ” ผมเลยวิ่งย้อนไปหยิบมาได้หนึ่งขวดและเต๋าตัดสินใจถือขวดไปด้วยเพราะกลัวไม่มีแก้วน้ำในจุดรับน้ำข้างหน้า (ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง) วิ่งไปอีกสักพักเห็นเพื่อนนักวิ่งแวะข้างทางกันเป็นฝูงเราเลยแวะมั่งพบว่า คนงานก่อสร้างตื่นเอาน้ำมาเทใส่กระติกให้ ผมนี่แทบก้มกราบ เติมน้ำเข้าขวดน้ำกันอย่างเริ่งด่วน และวิ่งต่อไปผ่านโล 7 มีรถกระบะคันใหญ่ขนน้ำแข็งและมีน้ำแต่อยู่ในเหยือก ย้ำ อยู่ในเหยือกและให้น้องๆทีมงานถือไว้เจ็ดเหยือก เพื่อบริการนักวิ่งเป็นเป็นร้อยคนมองดูแล้วเหมือนฝูงซอมบี้กำลังรุมกินอะไรซักอย่าง อย่างไรก็ตามเราทั้งสองก็แทรกตัวไปเติมน้ำและหยอดน้ำแข็งเข้าขวดและวิ่งต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีน้ำไหม
วิ่งต่อไปขึ้นสะพานชลมารควิถีพบว่าสวยมากจนลืมเหนื่อยและหิวน้ำไปสักพักอย่างไรก็ตามตรงนี้เป็นบริเวณที่เรากังวลที่สุดเพราะปกติถ้าวิ่งบนถนนธรรมดาเราจะสามารถเอาชีวิตรอดจากเรื่องการแย่งน้ำดื่มได้ด้วยการแวะซื้อตาม 7-11 หรือร้านขายของชำข้างทางได้แต่นี่คือการวิ่งบนสะพานที่มีแค่ ถนน ทะเล ท้องฟ้าและนักวิ่งที่หิวน้ำ !!!! แต่เราก็คิดในใจว่ามันน่าจะมีน้ำนะ ถ้าไม่มีน้ำเราจะเลียเหงื่อกันละ 🙂 วิ่งไปผ่านโล 7 ผ่านจุดให้น้ำ น้าหมดตามที่คิดแต่ยังดีที่เรามีขวดเราเลยกินประทังกระหายน้ำไปได้ ผ่านไปถึงโล 9 มีจุดให้น้ำครับไม่มีแก้วน้ำและน้ำในถังหมดแล้วเหลือแต่น้ำแข็ง !!! ต้องจอดละอันนี้เพราะน้ำในขวดหมดต้องเอียงถังให้น้ำที่ละลายจากน้ำแข็งที่มีอยู่บ้างโผล่ออกมาแล้วเอาขวดลงไปตักและหาน้ำแข็งก้อนเล็กๆมากเท่าที่หาได้มาเติมใส่ขวดให้เต็มแล้วก็วิ่งต่อไป ผ่านไปถึงโล 11 ไม่มีน้ำตามคาด ถึงตรงนี้เราพบว่า แก้วพลาสติกกลายเป้นของมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด เพราะ pattern ที่เราพบคือทุกจุดให้น้ำจะไม่มีน้ำและไม่มีแก้ว หรือมีน้ำแต่ไม่มีแก้ว ดังนั้นภาพการวิ่งครั้งนี้จึงสวยงามมากที่ทุกคนจะถือแก้วพลาสติกวิ่ง 🙂 กลับมาที่โล 14 มีน้ำแล้ว มีเยอะด้วยคราวนี้มีเยอะจริงๆและเจ้าหน้าที่ตะโกนบอกว่า ข้างหน้าก็มีน้ำนะครับไม่ต้องแย่งกัน พวกเราได้แต่มองหน้ากันแล้วบอกว่า “พี่วิ่งไปดูมายัง” ถึงตรงนี้เราสองคนตัดสินใจ เดินสลับวิ่งละเพราะน้ำไม่พอถ้าฝืนวิ่งต่อไปอาทิตย์ถัดไปต้องพังหนักแน่นอนและเราต้องสอนกันสี่วันเต็มๆ ไม่คุ้มแน่นอน พอตัดสินใจเดินสลับวิ่งทำให้เราผ่อนคลายมากขึ้นและไม่กังวลกับเรื่องน้ำดื่มมากนัก
ระหว่างทางวิ่งขากลับแดดอันร้อนแรงก็เริ่มมาเยือนพวกเราละ แต่คนที่น่าเห็นใจมากกว่าคือนักวิ่งมาราธอนที่เพิ่งมาถึงสะพานชลมารควิถีเพราะแดดก็มาแล้วที่สำคัญคือ น้ำหมด ลองนึกภาพคนที่วิ่งมา 30 โล สภาพร่างกายน่าจะล้าถึงขีดสุดแล้วกลับพบว่าไม่มีน้ำดื่ม พวกเขาจะทรมานแค่ไหนนะ สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้คือตะโกนสวนไปว่า “สู้ๆครับ”
ในที่สุดเราก็มาถึงโล 18 เป็นจุดสุดท้ายที่จะมีน้ำดื่มและแน่นอนไม่มีแก้วน้ำ ถึงตรงนี้แอบเห็น post พี่อูว่าระยะไม่ครบ หายไป 1 โล เราก็มองหน้ากันแล้วอุทานว่า “เหี้ย” นอกจากต้องวิ่งแบบไม่มีน้ำแล้ว ยังระยะไม่ครบอีก !!!!! อย่างไรก็ตามเราก็วิ่งอ้อยอิ่งไปจนครบ 20.30 โลด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 15 นาทีเร็วกว่าที่คุยกันไว้ 15 นาที ถึงจุดรับเสื้อรับเหรียญ ก็ไม่มีน้ำดื่มอีก ที่สำคัญร้านอาหารที่บอกว่าจะมี 50 ร้านก็ไม่มีสักร้านหาไม่เจอ โชคดีที่มีมอไซขายไอติมจอดอยู่ข้างทาง พี่อูเลยเลี้ยงไอติมเราคนละแท่งสดชื่นกันไปพร้อมกับตกลงกันว่า เราจะไปกินข้าวกันที่โรงแรมที่พักแทนละกัน ถึงตรงนี้เราคุยกันว่าการซ้อมและการวางแผนการวิ่งจำเป็นและมีประโยชน์มากอย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะซ้อมมาดีแค่ไหน ถ้าเจอการจัดงานแบบนี้ก็ให้พับแผนที่ซ้อมไว้แล้ว ปรับไป โลต่อโล ว่าจะวิ่งยังไงดีเพื่อให้รอด

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการวิ่ง Half Marathon ครั้งนี้คือ การวิ่งระยะไกลการเตรียมตัวเป็นเรืองสำคัญมาก ต้องซ้อมให้เพียงพอ และไม่ซ้อมหนักจนเกินไป ใจอย่างเดียวอาจจะพาเราไปถึงเส้นชัยได้แต่เราจะต้องใช้เวลา recover นานมาก การกินการพักผ่อนเป็นเรื่องที่ต้องทำให้พอเพียง ระหว่างวิ่งอย่าเร่งตามฝูงชน วิ่งตามจังหวะของเราไปเรื่อยๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ เติมพลังงานให้พอดีอย่ารอจนหิวและหมดจนเอากลับมาไม่ได้ สุดท้ายแว่นกันแดดเป็นสิ่งจำเป็น 🙂

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการวิ่งมาตลอดสิบเดือนคือกีฬาวิ่งระยะไกลเป็นกีฬาที่ต้องอยู่กับตัวเองนานมาก ความยากคือเราจะควบคุมตัวเองยังไงให้ไม่หยุดวิ่งเพราะความเบื่อหลังจากวิ่งไปแล้ว 2 ชั่วโมง นี่คือสิ่งที่ท้าทายมาก วินัยเป็นเรืองสำคัญมาก ความสนุกของการวิ่งระยะไกลคือการซ้อม คำแนะนำจากนักวิ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนเป็นสิ่งที่สำคัญมากการวิ่งระยะไกลมันไม่ใช่แค่การก้มหน้าก้มตาวิ่งมันคือการวิ่งที่มีแบบแผนและการบาดเจ็บเป็นบทเรียนที่ดีเพราะเราจะได้หยุดและทบทวนความผิดพลาดของตัวเอง สำคัญที่สุดคือการซื้ออุปกรณ์วิ่งเป็นเรื่องสนุกมาก

เป้าต่อไป 2019 วิ่ง Half Marathon ให้นิ่งๆและซ้อมไป Full Marathon ตอนปลายปีหวังว่า “แม่จะไม่ด่า”

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.