50,000 tweets กับ twitter story

รู้จัก twitter มา 9 ปีละเพิ่งจะถึง 50,000 tweets ไปเมื่อไม่นานในขณะที่คนอื่นน่าจะไปถึงนานละ ผมรู้จัก twitter จาก @sugree ครับว่าเป็น micro-blog ที่สามารถพิมพ์ได้ 144 ตัวอักษรและเป็นที่นิยมมากในช่วงนั้น ผมเข้าใจว่าเป็น Social Media ตัวแรกๆที่เข้ามาในประเทศและคนใช้งานต่อเนื่องอย่างยาวนาน ใช้ twitter แล้วเหมือนเป็นที่เอาไว้บ่นอะไรแบบเร็วๆ หลังๆนี่เอาไว้ post รูปซะเป็นหลัก หรือเอาไว้ติดตามเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเช่นผลบล รายงานกีฬา ข่าวสำคัญสำคัญเพราะผมรู้สึกว่าไล่อ่าน feed twitter ง่ายกว่าบน facebook เยอะมาก



ผ่านมา 9 ปีไม่รู้ว่า twitter มี feature อะไรใหม่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ดีกว่าแต่ก่อนมากนักคือเรื่อง stability และ scalability เพราะเมื่อก่อนทุกคนจะได้เห็นรูปวาฬบินได้วันละสองถึงสามครั้งเนื่องจาก stack ที่ twitter ใช้ในช่วงต้นคือ Ruby On Rails ซึ่งถือว่าเป็น stack ที่ล้ำมากในตอนนั้นในแง่ของการขึ้นงานเร็ว learning cerve ต่ำ มีความ generate ได้เยอะแยะโดยไม่ต้องเขียนโค้ด แต่สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อมากของ Ruby On Rails คือเรื่องความยากในการ Deploy และการ Scale จนพวกเราเฝ้าดูอยู่ห่างๆว่า Twitter จะหาทางออกอย่างไร จนสุดท้ายได้ข่าวว่าเปปลี่ยนหลังบ้านไปเป็น jvm base และปรับโครงสร้างหลายอย่างจนกระทั่งเข้าที่เข้าทางปัจจุบันเราแทบจะไม่เห็น วาฬบิน ตัวนั้นกลับมาอีกแล้ว ถ้าอยากรู้ว่า twitter หลุดออกมาจากมุมนั้นได้อย่างไรให้ลองดู slide ด้านล่างครับ

กรณี twitter สำหรับผมเองก็ได้เรียนรู้อะไรได้หลายอย่างมาก twitter ถือเป็น startup ยุคบุกเบิกเลยก็ว่าได้ดังนั้นเราจะเห็นการทดลองต่างๆชัดเจนมากเช่นการลงทุนเรื่อง technology ของ twitter ช่วงแรกผมเข้าใจว่าใช้ของที่ทำได้ง่ายออกเร็วๆเพื่อพิสูจน์สมมติฐานของตัวเองก่อนว่ามีคนต้องการใช้ระบบหรือไม่โดยไม่ได้สนใจเรื่องความง่ายของการ scale เสียเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ถูกต้องนะสำหรับบริษัทที่อยู่ในเงื่อนไขแบบนั้น เพราะถ้าเราจะเอา technical excellent นำมันจะใช้เวลานานมากกว่าจะคลอด feature ออกมาได้สักอัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดคือในช่วงที่ระบบต้องเปลี่ยนเพื่อ scale ให้ทันคนใช้นั้น twitter เองก็ไม่ได้เพิ่ม feature อะไรเข้ามาเลยแต่จะเน้นไปที่การทำ technical feature ที่ทำให้ระบบสามารถทนทานมากขึ้นเพราะถ้าเอาแต่เพิ่ม feature ใหม่เข้าไปในระบบที่ไม่ stable เลยก็มีแต่จะทำให้คนใช้ลดลง ซึ่งหลายๆองค์กรเองก็พยายามเลือกไปทางเดียวกับ twitter คือเลือกเอาของที่ทำง่ายๆ dev เร็วๆมาทำ platform ก่อนแต่ในทางกลับกันองค์กรเหล่านั้นไม่ได้ให้โอกาสในการปรับโครงสร้างของระบบเมื่อมีการใช้งานมากขึ้นแต่เลือกที่จะฝืนไปด้วยโครงสร้างเดิม ซึ่งแน่นอนว่าจุดจบมันดูน่าสงสารมาก เราได้เห็น legacy code ที่เปราะบางและพร้อมที่จะพังไปต่อหน้าต่อตาได้ทุกเมื่อและในที่สุด legacy นี้ก็จะกลับมาฆ่าคนที่สร้างมันขึ้นมาเอง เขียนมาตั้งนานอยากจะบอกว่าการเริ่มต้นแบบ quick and dirty นั้นสุดท้ายเราต้องกลับมาล้างหนี้นั้นอยู่ดีเราไม่มีทางหนีมันพ้นหรอก ให้ดู twitter เป็นตัวอย่างซึ่งกรณี twitter ถือว่าโชคดีที่ได้ engineer ที่เก่งและสามารถแก้ปัญหาได้จริงแต่สำหรับอีกธุรกิจอีกหลายเจ้าอาจจะไม่โชคดีแบบ twitter พวกเขาอาจจะไม่สามารถทนจนก้าวข้ามจุดที่เราล้างหนี้ได้หมดและสุดท้ายต้องกลับไปอยู่บน platform เดิมลากกันไปแบบนั้นรอดได้ก็ถือว่าโชคดี ลากไม่ไหวก็เจ๊งกันไป
ข้อคิดที่สองที่ได้จากกรณี twitter คือเราเองต้องมองให้ออกและแยกให้ได้ระหว่างคนที่ทำงาน “ได้” กับคนที่ทำงาน “เป็น” สองคำนี้ต่างกันมาก จงฝึกที่จะมองให้ออกและเลือกอย่างระมัดระวัง คนทำงานเป็นเป็นสินทรัพย์อันทรงค่าขององค์กรจงเก็บรักษาพวกเขาไว้ให้ดีเหนือสิ่งอื่นใด

Polyglot (เข้าใจหลายภาษา)

หลายเดือนมากแล้วได้นั่งคุยกับ Suwitcha เรื่องการไปเรียนมัธยมที่ต่างประเทศและการเรียนโรงเรียนอินเตอร์ว่ารู้สึกอย่างไรและได้อะไรบ้างจากการไปเรียน Suwitcha อธิบายว่าข้อดีของการไปเรียนที่ Australia ตั้งแต่ช่วง ม ปลายเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึง Knowledge ที่สำคัญๆที่ตอนนี้เป็นแนวคิดหลักที่ขับเคลื่อนโลกอยู่และถูกเก็บเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างสะดวกและเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้งเพราะไม่ต้องรออ่านฉบับแปลให้เสียอรรถรส การเข้าถึงในลักษณะนั้นทำให้สมองสามารถรับความรู้เข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมากเนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยก่อนแล้วค่อยเก็บเข้าสมองและบางทีก็แปลไม่ค่อยตรงอีกต่างหาก นอกจากนั้นเมื่อถึงจังหวะที่เราต้องอธิบายสิ่งที่เรารู้อออกไปเราก็จะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกเช่นกันเพราะเราไม่ต้องคิดเป็นภาษาไทยแล้วแปลจึงพูดออกไปดังนั้นทุกครั้งที่มีหนังสือดีๆถูกพิมพ์ออกมา Suwitcha ก็สามารถเข้าถึงมันได้ทันที นี่มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ
บทสนทนาถัดมาคือแล้วภาษาอะไรคือภาษาถัดไปที่เราควรใช้งานเป็นถัดจากภาษาอังกฤษ ผลที่ออกมาคือภาษาจีนเพราะมีความรู้อีกหลายอย่างที่สำคัญมากต่อโลกถูก lock อยู่ภายใต้ภาษาจีนและด้วยประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานยังมีความรู้อีกมากมายที่มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแต่เรากลับเข้าถึงมันไม่ได้เพราะเรามองตัวอักษรจีนเป็นข้อมูลที่ถูกเข้ารหัส ดังนั้นมันจะดีมากถ้าเราสามารรถอ่านภาษาจีนได้ นั่นก็จะทำให้เราเข้าใจว่าของบางอย่างเมื่อมองจากปรัชญาตะวันตะวันตกเราจะมีมุมมองแบบหนึ่ง แต่ถ้ามองจากปรัชญาตะวันออกเราก็จะเห็นมันอีกแบบหนึ่ง เราก็เองจะมีมุมมองที่กว้างขึ้นดังนั้นปัญหาบางอย่างเราก็สามารถแก้ได้งดงามด้วยปรัชญาตะวันตก ปัญหาบางอย่างก็แก้ได้งดงามด้วยปรัชญาตะวันออกและแน่นอนว่าในบางกรณีการเอาของสองอย่างมาผสมกันก็ดูจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับพวกเรา
Continue reading

ผมมาเขียน code ได้ไงนะ

เห็น post บน facebook เรื่อง “#ต้มยำกุ้ง ช่วงเวลาที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปี แต่ทุกภาพเหตุการณ์ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ…มีใครยังจดจำเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้อยู่ เข้ามาเล่าให้นายกบแดงและเพื่อนๆ เล่าสู่กันฟัง แชร์ประสบการณ์กันหน่อยนะครับ #ลูกหลานต้มยำกุ้ง” เลยเป็นเหมือนการเตือนความทรงจำว่า ผมมาเขียนโค้้ดได้ยังไงนะ เลยอยากจดไว้เป็นที่ระลึกเผื่อได้กลับมาอ่านวันหลัง
เรื่องราวเกิดมาจากผมเรียน ป ตรี ครั้งแรกปี 36 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลับเชียงใหม่เรียนได้หนึ่งปีก็โดนรีไทร์ครับ ตอนนั้นก็ fail พอสมควรแต่ก็ยังไม่เข็ดนะเขาบอกว่าอะไรยากๆให้ทำบ่อยๆเลยสู้อีกรอบโดยการสอบเข้าสาขาที่ยากที่สุดในสามโลกคือ วิศวกรรมไฟฟ้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะอยากเท่ (รู้สึกว่าคิดผิดมาก) มันเรียนยากจริงๆครับเรียน math ทุกตัวในโลกใบนี้จนคิดว่าเอ๊ะเราเรียน วิดวะ หรือเรียน math นะ ระหว่างเรียนก็ถูๆไถๆไปได้เรื่อยๆตามวาระที่ยากคือต้องวางแผนเรียนให้ดีๆด้วยเนื่องจากอาชีพวิศวกรจบออกมาต้องมีใบประกอบวิชาชีพด้วย ถ้าจบมาไม่มีใบประกอบวิชาชีพก็แทบไม่มีความหมายอะไรดังนั้นจะเรียนอะไรต้องระวังมากบางวิชาอยากเรียนแต่ไม่เอามานับในการขอ กว ได้ก็ไม่เรียนเพราะกลัวเสียเวลา … เสียดายมากเหมือนกัน เรียนไปเรียนมาก็ถึงปีสี่ที่จะจบพบว่าตอนนั้นรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เศรฐกิจล้ม บริษัทต่างๆที่เคยรุ่งเรืองก็ปิดรับคนโดยเฉพาะบริษัทและรัฐวิสาหกิจที่ผมอยากจะทำ !!!!
ด้วยความจริงว่าผมเป็นคนเรียนไม่เก่งเมื่อเทียบกับเพื่อนๆในคณะผมเลยไม่เลือกทำโปรเจคจบด้วยการทำงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าเพราะไม่มี passion กับมันเท่าไหร่แต่ต้องเรียนให้จบเลยตัดสินใจเลือกทำงาน software กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ผมอยากทำงานด้วย โดยซอฟท์แวร์ที่เขียนคือการเขียน marco บน excel เพื่อคำนวณค่าสอนของอาจารย์ในคณะและนั่นถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่พาผมเข้าสู่เส้นทางการทำงานในแวดวงคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการคร้ังแรก
แต่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผมเปลี่ยนสายงานคือมาเฟียประจำตัวผมครับ ชื่อ “คุณแม่” ก่อนเรียนจบแม่มักถามเสมอว่าผมจะไปทำอะไร ซึ่งผมก็มักจะตอบเสมอว่าผมอยากทำงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต อยากไปดูระบบปั่นไฟขนาดใหญ่ตามที่ตัวเองได้รำเรียนมา ให้ไปอยู่เขื่อนก็ไปนะ ผมสังเกตว่าแม่ฟังแล้วก็เงียบๆไปทุกครั้ง (เพิ่งจะมาคิดได้ตอนหลังๆว่า แม่คงพูดในใจว่ามึงจะไปทำไมนะเขื่อนน่ะ แต่แม่เกรงใจเลยไม่ด่า) จนกระทั่งเรียนจบเรื่องราวก็ช่างประจวบเหมาะว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีงาน แม่เลือกบอกว่า “ลองไปช่วยงานลูกพี่ลูกน้องดูไหม เขาเพิ่งเปิดบริษัทซอฟท์แวร์ เผื่อจะมีช่องทางทำอะไรของตัวเองได้ เปิดกิจการเองยังไงก็สนุกกว่าทำงานให้คนอื่นนะ”…แม่กล่าว… เมื่อประกอบเข้ากับงานสายหลักที่อยากทำงานก็ปิดรับสมัคร “งานเขียนโค้ดก็ดูเป็นงานที่สนุก” ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะตัดสินใจเปลี่ยนสายงานไปทำงานด้วยซอฟท์แวร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สรุป ต้มยำกุ้งเป็นชนวนครับและคนที่จุดชนวนชวนผมเข้าวงการซอฟท์แวร์คือ “แม่” ครับ ถึงตรงนี้ต้องร้องเพลง แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวงครับ

ถูกแทนที่ตามกาลเวลา

มีเรื่องให้นั่งคิดถึงอดีตอีกครั้ง เนื่องแม่ทำงานธนาคารทำให้ผมต้องไปมีส่วนร่วมกับการทำงานของแม่เกือบทุกวันตอนเป็นเด็กๆและงานที่เด็กๆที่เป็นลูกลานคนทำงานธนาคารต้องทำคือการนับเหรียญ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญสลึง ห้าสิบตัง บาท ห้าบาทนับเข้าไปมือจะหงิกพวกเราต้องผ่านด่านการนับเหรียญให้คล่องและถูกต้องก่อนเพื่อที่จะได้เลื่อนขั้นไปทำงานที่ advance กว่าและเท่กว่านั่นคือการนับแบงค์..เพราะการนับแบงค์ให้เร็วจะต้องมีท่านับซึ่งแต่ละธนาคารก็จะมีท่านับที่ไม่เหมือนกันซึ่งถ้าใครมีคนรู้จักอยู่หลายธนาคารก็จะมีท่านับที่หลากหลายมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากจะบอกคือโต๊ะที่ผมต้องไปนั่งนับเหรียญเป็นโต๊ะของเสมียนธนาคารตำแหน่งนี้รับผิดชอบเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากคือ cash balance ของธนาคารเงินจะเข้าจะออกต้องผ่านมือคนนี้เพื่อนับเสมอว่ามียอดเท่าไหร่จากนั้นก็จะบันทึกลงสมุดเพื่อใช้ตอนสิ้นวัน เนื่องจากธนาคารมีกฏเหล็กหนึ่งข้อคือ ถ้าบัญชีไม่ balance ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็กลับบ้านไม่ได้ทุกคนต้องอยู่ช่วยกันหาให้ได้ว่าไอ้ที่มันขาดหรือเกินมานั้นมันมาจากคนไหนบวกผิด ไม่มี OT (ธนาคารเลยปิดเร็วครับ ประมาณบ่ายสามเพราะต้องสำรองเวลาเพื่อการนี้) เพราะถือความรับผิดชอบของทุกคน ความสนุกของการนั่งดูแม่และเพื่อนๆช่วยกันหายอดคือธนาคารสมัยนั้นเป็นกึ่ง analog ครับคือพนักงานจะลงบัญชีที่โต๊ะและมีเครื่องคิดเลขคนละเครื่องตกเย็นก็จิ้มยอดของตัวเองแล้วส่งไปรวมกันเป็นทอดๆไป เรื่องราวเหล่านี้มันก็ดำเนินไปจนกระทั่งคนเริ่มใช้บริการธนาคารเพิ่มมากขึ้นเพราะการคมนาคมดีขึ้น ถนนหนทางดี แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือจำนวนพนักงานในธนาคาร … นั่นแปลว่าตกเย็นงานจะเพิ่มมากขึ้นในทุกๆตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่นเสมียนเองไม่ว่าจะมีท่าในการนับเร็วแค่ไหนก็ไม่สามารถข้ามขีดจำกัดได้ และเมื่อมีปริมาณ cash ในธนาคารเยอะคอขวดเลยเริ่มไปอยู่แถวๆนั้น นั่นเป็นจุดที่การ balance บัญชีเริ่มถูกน๊อกรอบ ถึงจุดนี้ธนาคารเองก็เลยแก้ปัญหาด้วยการเอาเครื่องนับแบงค์เข้ามาและตามมาด้วยคอมพิวเตอร์ พอถึงจุดนี้หลายๆท่านคงสงสัยว่าเอ๊ะแล้วตำแหน่งเสมียนหายไปไหม คำตอบคือเสมียนยังไม่หายไป ผมยังไม่เห็นใครไล่คนออกเพียงเพราะมีเครื่องมือที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าเข้ามาช่วยงานได้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพนักงานธนาคารสามารถทำงานได้เร็วขึ้น รับลูกค้าได้เยอะขึ้นจำนวนเวลาต่อ transaction ลดลง พนักงานกลับบ้านเร็วชีวิตมีความสุข
Continue reading

ผู้ปฏิบัติ (Practitioner)


หลายเดือนก่อนมีโอกาสได้ไปสอนที่โคราช เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟท์แวร์ให้กับเจ้าหน้าที่ พยาบาลและหมอ ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งถือว่าเป็น ช่วงเวลา ที่มหัศจรรย์มากเพราะไม่คิดเลยว่า เราไปลอก แนวทางการทำงาน ของหมอและพยาบาลมาเยอะขนาดนี้แต่เรื่องที่น่าตื่นเต้นมากกว่าคือก่อนหน้าที่จะได้ไปสอนก็ต้องไปประชุมกับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก่อนท่านเป็นอาจารย์หมอผ่าตัดและทำงานบริหารไปด้วยและเราก็สนทนากันเรื่องวิธีการสร้างคนในแวดวงการแพทย์ว่า อาจารย์หมอทุกคนในโรงเรียนแพทย์จะต้องมีเวลาส่วนหนึ่งลงมารักษาคนไข้ที่คลินิกเสมอ อาจารย์ท่านไหนเป็นอาจรย์ด้านการผ่าตัดก็จะต้องมาผ่าตัดคนไข้เสมอ อาจารย์หมอเล่าให้ฟังต่อว่าเวลาต้องสอนหมอปีสูงๆเราไม่สามารถสอนในห้องเรียนอย่างเดียวได้สิ่งเดียวที่ทำได้คือการสอนแบบ master-apprentice คือนักเรียนหมอหนึ่งคนจะต้องลงมือทำจริงอย่างสม่ำเสมอโดยมีอาจารย์หมอทำให้ดูและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดดังนั้นด้วยการสอนที่ “เน้นที่การลงมือทำจริง” ทำให้โรงเรียนแพทย์ไม่สามารถผลิตหมออกมาได้เยอะเหมือนโรงเรียนของสาขาอื่นๆ ผมได้ฟังก็ตาลุกว่านี่เป็นวิธีที่ให้ practitioner สอน practitioner ช่างเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมมากและเห็นว่าการสร้างคนในทุกๆสายงานก็ควรจะมีโรงเรียนที่สร้างแบบนี้บ้างนะ (ในความคิดของผม) อย่างน้อยคนเหล่านั้นก็ต้องทำงานอยู่ที่สถานที่ทำงานจริงเป็นเวลาหลายปีกว่าจะออกมาเป็นหมอจริงๆและผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันถ้าโรงเรียนแพทย์ต้องเปลี่ยนระบบไปเป็นการสอนแบบนั่งเรียนให้ห้องเรียนมากขึ้นแล้วฝึกงานที่โรงพยาบาลสามเดือนแล้วออกมารักษาคนไข้เลย !!!!
Continue reading

ทำได้เยอะมากไม่ได้แปลว่าดี

ไม่ได้เขียน blog มานานเขียนไม่ค่อยออกหมดมุข เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ขับรถไปเขาใหญ่เพื่อไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่ไปเข้าค่ายอยู่แถวนั้น ระหว่างทางก็พบว่ามีรถติดอยู่เป็นระยะช่วงมวกเหล็กและก็สงสัยว่าปกติมันก็ไม่ติดนัเพราะช่วงนั้นก็เย็นๆแล้วแต่คิดว่าคนคงออกนอกเมืองมากเลยทำให้ติด ขับไปขับมาก็ได้เห็นภาพนี้

13045641_1154609457883029_2132293482_n

Continue reading

ผลลัพธ์สะท้อนกระบวนการ

สองสัปดาห์ก่อนมีโอกาสไปนั่งดู @weerasak สอน vim ที่ Geeky Base ตอนแรกว่าจะไปขอดูดวิชาแต่พบว่าข้างนอกออฟฟิสเสียงดังมากเพราะมีการก่อสร้างและปรับปรุงท่อน้ำของทางอาคาร พบว่ามีการขุดเจาะหนักมากเนื่องจากคอนกรีตที่ต้องเจาะเป็นบริเวณที่เป็นถนนหลักให้รถวิ่งเข้าออกและเป็นทางเท้าที่อยู่ติดตึก

12032238_10153026447132047_6296502543678409210_n
Continue reading

ครบสี่ปีที่ทะลุกรอบเก่าเพื่อปัญหาใหม่

ช่วงยุคสงครามเย็นอย่างที่เรารู้กันว่าการแข่งขันทางการทหารระหว่างรัสเซียและอเมริกาเป็นไปอย่างดุเดือด ชิงไหวชิงพริบกันตลอดเวลาและทั้งคู่ก็ต่างอยากรู้เสมอว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ซึ่งการได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็ทำได้หลายวิธีเช่นการส่งสายลับเข้าไป การแอบซื้อตัวสายลับและการส่งดาวเทียมเข้าไปถ่ายภาพจากมุมสูงซึ่งการส่งดาวเทียมเข้าไปดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีแต่ก็มีปัญหาอยู่ว่าดาวเทียมหนึ่งดวงจะสามารถถ่ายภาพที่บริเวณหนึ่งๆได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเพราะมันต้องโคจรรอบโลกและกว่าที่มันจะกลับมาที่ตำแหน่งเดิมได้ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงแข่งกันสร้างเครื่องบินสอดแนมที่ยินได้ในระดับสูงระดับชั้นขอบโลกกันอย่างแข็งขัน

Continue reading

rugby world cup 2015

ช่วงนี้มี rugby world cup ที่อิงแลนด์ มีโอกาสได้ดูเทปย้อนหลังบ้างพบว่า rugby สมัยใหม่ดูสนุกมากเพราะเกมสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดบ่อยเหมือนสมัยก่อน ดัวผมเองก็เคยเล่น rugby แบบงูๆปลาๆสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตอนนั้นไม่ได้เข้าใจปรัชญาอะไรเกี่ยวกับกีฬาประเภทนี้มากหรอกครับ แค่รู้สึกว่ามันเท่ดีเนื่องจากตอนเด็กสมัยวัยหนุ่มได้ดูภาพยนต์โฆษณาอะไรสักอย่างที่ อิงค์ อชิตะ เล่นแล้วมันดูเท่ดีก็เลยวาดฝันว่าถ้าเข้ามหาลัยได้จะลองเล่นดู


ก่อนนั้นคิดว่าเราสาสามารถเล่นอะไรก็ได้เนื่องจากคิดว่าตัวเองร่างกายแข็งแรงและเป็นนักกีฬาบาสอยู่แล้ว พอไปเล่นจริงๆพบว่าเป็นกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายเยอะมากเยอะกว่าบาสมาก ดูแล้วไม่เหมาะกับคุณชายอย่างผมเลยแต่ก็ทนเล่นไปเพราะอยากเท่ ผมพบว่ามันเป็นกีฬาที่เหนือยมากกว่าทุกๆกีฬาที่ผมเคยเล่นมาเพราะต่อให้เรามีตำแหน่งก็จริงแต่ตำแหนงของกีฬานี้ไม่เหมือนในฟุตบอลฟุตบอลเราจะยืนกันเป็น zone กองหน้าจะไม่เลยไปวิ่งเกินครึ่งสนามถ้าไม่จำเป็น พูดง่ายๆคือทุกคนจะมีโซนของตัวเองอยู่ หน้าที่การทำประตูเป้นของศูนย์หน้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ rugby ไม่ใช่เนื่องจากจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน rugby คือการ focus ไปที่การเอาลูก rugby ไปวาง try ที่ฝ่ายตรงข้ามโดยคนทั้งทีมดังนั้นสำหรับ rugby ลูกไปทางไหนทีมผู้เล่นจะไปกองอยู่ตรงนั้นเกือบทั้งหมด มันเลยจะเหมือนให้อาหารปลาทองที่อาหารอยู่ตรงไหนปลาทองอยู่ตรงนั้น ดังนั้นเราไม่มีสิทธิ์อู้เลยต้องวิ่งใส้แตกตลอดทั้งเกมและเกมมันยาวประมาณ 40 นาที ปกติคนเราวิ่งธรรมดา 40 นาทีก็เหนื่อยมากแล้วนะครับแต่นี่แม่งต้องวิ่ง วิ่งไล่กวดกัน ทำสกรัม วิ่งชนกันปล้ำกัน สารพัดอีกมากมายแต่อย่างไรก็ตามมันเป็นกีฬาที่ดูจากข้างนอกเหมือนมั่วมากแต่ผู้เล่นในสนามทุกคนกลับรู้สึกว่ามันเป็นระเบียบอย่างน่าตกใจเพราะทุกคนมี goal เดียวกันและกติกาเดียวกัน
Continue reading

มาราธอน

มีโอกาสได้ไปอบรมเชิงปฏิบัติการกัลยาณมิตร ที่สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นเวลาสองวันรู้ว่าได้แรงบันดาลใจเยอะมากเกี่ยวกับการมองชีวิตของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการมองย้อนตัวเรา หรือการมองผู้อื่นและอีกหลายเรื่องแต่หนึ่งในหัวข้อและกิจกรรมที่เราได้ทำร่วมกันคือการจินตนาการว่าถ้าเราจะตายในอีก 6 เดือนข้างหน้ามีอะไรที่เรายังไม่ได้ทำและอยากทำบ้างโดยเราจะต้องเขียนออกมาและอธิบายให้เพื่อนๆฟังว่าเพราะอะไรเราถึงอยากทำแบบนั้น ซึ่งเราก็จะได้เห็นมุมมองของคนต่างๆที่อยู่ในห้องนั้นว่าพวกเขาคิดอะไรแต่มีอยู่คนหนึ่งที่ผมฟังแล้วชอบมากเลยคือ “อู”


Continue reading