Nokia N9: ก็ใจมันรัก

เรื่องมีอยู่ว่าผมซื้อโนเกียเอ็นเก้าโทรศัพท์ที่ได้รับคำนิยามว่า “มีทุกอย่างยกเว้นอนาคต” มาใช้คำถามคือเพราะอะไรคำตอบคือ “ก็ใจมันรักจึงอยากใช้” เป็นเหตุผลที่ไร้เหตุผลมากแต่เบื้องลึกแล้วมันคงเนื่องมาจากเป็นแฟนโนเกียมานานมาก แต่หลังๆไม่ค่อยได้ซื้อโนเกียเพราะดูแล้วไม่ใช่เหมือนจะได้แต่ยังไม่ใช่ เครื่องสุดท้ายที่ซื้อน่าจะเป็นรุ่นบังตอที่เวลาคุยต้องเอาสันแนบหูรุ่นนี้โคตรจะโดนเลยครับ
สำหรับผมแล้วเวลาซื้อโทรศัพท์มักไม่ค่อยพิจรณาอะไรมาก ดูๆแล้วรุ่นไหนอยากใช้ก็เก็บเงินซื้อเลยไม่ได้โชว์รวยอะไรนะครับเก็บเงินหลายเดือนเหมือนกันกว่าจะได้แต่ละเครื่องสาเหตุที่ไม่ค่อยพิจรณามากเพราะมีความเชื่อว่าเมื่อเราซื้ออะไรที่เราอยากใช้เราจะใช้มันอีกอย่างของแบบนี้ช่วงอายุมันสั้นครับสำหรับผมโทรศัพท์เครื่องหนึ่งก็ปีสองปีเดี๋ยวก็ซื้อใหม่และพูดตามตรงราคาโทรศัพท์แต่ละเครื่องก็ไม่ได้เยอะขนาดทำให้เราต้องคิดเยอะขนาดนั้นซื้อมาแล้วใช้ไปใช้มาไม่ชอบก็อดทนรออีกสักปีเดี๋ยวก็เก็บเงินซื้อใหม่เครื่องเก่าก็แจกชาวบ้านชาวเมืองไป ดังนั้นเวลาซื้อโทรศัพท์ผมจะตัดสินด้วยอารมณ์ล้วนๆ อยากใช้ก็ซื้อเลย เท่หล่อสุดๆ
สำหรับ N9 เป็นโทรศัพท์ในตระกูล Smart Phone เครื่องที่ 4 ต่อจาก iPhine 3GS, Samsung Spica, Samsung Wave จะเห็นว่าผมซื้อมั่วไปหมดลองมันทุกตระกูล แต่ช่วงหลังๆใช้ไปใช้มาพบว่าตัวเองใช้ smart phone ได้โคตรโง่เลยคือใช้อยู่ไม่กี่อย่างนับได้ดังนี้ตามความถี่ โทร ถ่ายรูป twtter facebook แค่นี้!!!! อะไรกันทำไมเหลือแค่นี้โคตรจะไม่ smart เลย
ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดเครื่องใหม่ก็เลยเลือกตามสิ่งที่ตัวเองใช้จริงเท่านั้น แค่โทรได้ ถ่ายรูปเทพ ติดตามข่าวสารบน social network ได้บ้างอะไรบ้างแถมท้ายด้วยวัสดุเทพจับแล้วดูดีมีราคา ได้แค่นี้ถือว่าโอเคได้มากกว่านี้ถือว่ากำไร ตอนแรกว่าจะซื้อ Samsung Galaxy S แล้วเพราะชอบจริงอะไรจริงกำลังจะเดินไปเสียเงินอยู่แล้วเพราะแอบเล่นของ น้าเก่ง(@kengggg) อยู่บ่อยๆ แต่ก่อนนั้นก็ดันไปเจอ VDO เปิดตัวนี่เข้าจบกันไม่ต้องซื้อมันละ Galaxy S

  1. เรื่องโทรไม่ต้องพูดถึงโทรศัพท์โนเกียต้องโทรได้ดีอยู่แล้วและโทรได้ดีด้วยเสียงในการสนทนาหลังจากได้ทดลองกับภรรเมียแล้วพบว่าชัดแจ่มแจ๋วดีมากอันนี้ผ่านคะแนนเต็ม
  2. เรื่องกล้องอันนี้เห็นความเทพของกล้องโนเกียตั้งแต่ N8 แล้วกล้องมหัศจรรย์มากดังนั้น N9 ก็ไม่ทิ้งลาย กล้องเทพสามารถชมภาพตัวอย่างได้ที่ Engadget นะครับส่วนตัวหลังจากได้ลองใช้ดูแล้วพบว่ากล้องโนเกียเอ็นเก้าเขาเทพจริงเรื่องความเร็วทั้งเวลาในการเตรียมพร้อมและการโฟกัส ส่วนวิดีโอถือว่าดีทีเดียวคิดว่าพอสำหรับความต้องการส่วนตัวเพราะส่วนมากจะใช้กล้องถ่ายภาพลูกสาวทั้งสองคนดังนั้นถ้ากล้องพร้อมช้าก็จะหงุดหงิดบ้างแต่สำหรับเอ็นเก้าถือว่าพร้อม
  3. เรื่อง Social Network เรียกว่าพอมีบ้างแต่แอพพลิเคชั่นเรียกว่าสู้ไม่ได้ถ้าเทียบกับมือถือจากค่ายแอปเป้ิลและแอนดรอยด์(ระดับสูง) เหมือนจะยังไม่ค่อยพร้อมในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จริงๆอาจจะโดนทิ้งไปไกลมากเลยผมว่าถ้าคนที่เสพติดมากๆอาจทนไม่ได้กันเลยทีเดียวยิ่งเมื่อเทียบกับ Facebook App สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ยิ่งเห็นความห่างมากมาย
  4. เรื่องต่อไปเรื่อง Operating System โดยรวม Meego หลังจากได้เล่นมาสี่ชั่วโมงพบว่าชอบมากกับแนวคิดเรื่อง Swipe เช่น Swipe ขึ้นแปลว่าเอาไปเก็บไว้ Swipe ลงแปลว่าปิด Swipe ออกข้างแปลว่าไปหน้าต่อไปหรือย้อนกลับไปที่หน้าหลัก แรกๆอาจจะเขินๆแต่เล่นไปเล่นมาถึงกับเซ็งเมื่อต้องกลับมากดปุ่ม Home ในแอนดรอยด์และไอโฟน อันนี้ของเขาดีจริงครับอีกเรื่องคือการตอบสนองของมันดีขึ้นมากกว่าของเก่าบน N8 มากมายเลยทีเดียวเพิ่งจะเห็นและรู้สึกถึงความเป็น touch phone บนโนเกียก็รุ่นนี้แหละครับ สมใจอยากถึงแม้ว่าจะไม่ทำต่ออีกต่อไปก็ถือว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมีโกอันแรกและอันสุดท้าย
  5. เรื่องต่อไปวัสดุที่ใช้ทำผมว่าเทพมาก เล่นเอา Galaxy S II กากไปเลยก็ว่าได้คือถ้าควักออกมาวางบนโต๊ะท่ามกลางๆสาวๆผมมั่นใจเกินร้อยว่าสาวๆจะหยิบ N9 ก่อนครับเพราะรูปทรงมันดูลงตัวและดูน่าจับมากกว่าเยอะและถ้าเหลือบตาดูในท้องตลาดคาดว่าต้องรอ iPhone5 มาท้าชิงเรื่องนี้ครับนอกจากนี้การใช้สี ฟอนท์ ขนาดของฟอนท์ การจัดวาง ทุกสิ่งอย่างดูลงตัวไม่เยอะขอมั่วเรียกว่าได้อารมณ์ Scandinavian Design หรือ Finnish Design ได้ไหม

สรุป ประทับใจทั้ง รูปเสียงและสัมผัส แต่แอพพลิเคชั่นแอบกากส์บ้างอะไรบ้าง ดังนั้นถ้าอยากได้ “Mobile Phone” ดีๆสักเครื่องในราคาสมเหตุสมผล โนเกียเอ็นเก้า คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ

InfoAid: Hack for kindness

ช่วงนี้เป็นช่วงช่วงแห่งการลุ้นว่าพระนครจะแตกจากน้ำเหนือปริมาณมหาศาลที่ไหลลงใต้ เพราะระหว่างทางตั้งแต่ สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ ลพบุรี อ่างทอง นครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี ล้วนโดนตีแตกพ่ายยับเยินไปหมดเสียหายไปหลายแสนล้านและผมเองก็ลี้ภัยมาที่ สวรรคโลก เนื่องจากมีเด็กๆสองคนเกรงว่าจะลำบากถ้าน้ำท่วมแถว “บ้านที่เกษตร”
ระหว่างทำงานที่บ้านก็ได้คุยกับ น้าเก่ง (@kengggg) CTO น้าเขาก็บอกว่าระหว่างที่รอต่อสู้กับน้ำนี้ทาง อพด จะไปขนทรายขนอาหารก็คงจะไม่เหมาะเพราะจริงๆยังมีอีกหลายสิ่งที่ประเทศชาติยังต้องการและหนึ่งในนั้นคือการประยุกต์ใช้ IT เพื่อช่วยป้องกันแจ้งเตือนภัยพิบัติ พวกหนุ่มๆหลายๆคนที่ อพด จึงร่วมกัน hacking for kindness โดยการนำข้อมูลเปิด(open data) จาก เว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ เอามาประกอบเข้ากับกระบวนการจัดการข้อมูลอะไรบางอย่างออกมาเป็น

http://www.infoaid.org/alert

 


โดยที่ท่านที่สนใจสามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ 4 ขั้นตอนดังนี้

เดนนิส ริตชี: Dennis MacAlistair Ritchie

บางคนอาจบอกว่า Unix ใช้ยากแต่หนึ่งในคนที่สร้างมันขึ้นมาอย่าง Dennis MacAlistair Ritchie บอกว่าเขาพยายามสร้าง Unix ให้เรียบง่ายไม่ซับซ้อนเหมือน OS ตัวอื่นๆในปี 60 เท่านี้ผมก็จินตนาการไม่ออกแล้วว่า OS ที่เขาว่ายากและซับซ้อนกว่า Unix นั้นมันหน้าตาเป็นยังไงแล้วมันใช้ยังไง ==”

ผมรู้จักชื่อ Dennis Ritchie สมัยที่เรียนอยู่ที่ Nida จากวิชา “Introduction to Computer Programming” แน่นอนว่าเป็นวิชาที่สอนด้วยภาษาซีถือเป็นการเปิดกระโหลกผมให้เข้าถึงโลกของการเขียนโปรแกรมอย่างแท้จริงเพราะก่อนหน้านั้นเรียนแบบลูกทุ่งมาตลอด และแน่นอนว่าการเรียนวิชานี้ต้องอ่านตำราเทพอย่าง

แต่ก็ต้องสารภาพว่าสมาธิผมไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาษานี้เสียเท่าไหร่เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายที่แท้ของผม ผมไปจดจ่อกับอีกภาษาหนึ่งต่างหากภาษาที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างหนักจากภาษา C ทำให้ผมไม่ได้ซาบซึ้งกำบตำราเล่มนี้มากนักแต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้สอบผ่านมาได้ด้วยคะแนนที่น่าพอใจ

เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาเปิด Google Plus พบข้อความ “His pointer has been cast to void *; his process has terminated with exit code 0.” ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจว่า cast to void * แปลว่าอะไรเพราะจำไม่ได้แล้วแต่ก็ตีความได้ว่า “เสียชีวิต” แล้ว “ขอไว้อาลัยให้กับยอดคนคอมพิวเตอร์”

Steve Jobs: Pirates of the silicon valley

เมื่อคืนนอนดึกเพราะมัวแต่เฝ้าระวังน้ำท่วมเนื่องจากน้ำเหนือไหลบ่ามากกว่าหลายปีก่อนมากนัก ได้หลับไปก็ตีสองตื่นเช้ามาเปิดเครื่องเพื่อเช็คข่าวเรื่องน้ำในทวิตเตอร์ไม่เห็นข่าวเรื่องน้ำเจอแต่ “Steve Jobs เสียชีวิตแล้ว” เต็ม Timeline !!!!!!!!!

สิ่งแรกที่ผมคิดถึงคือหนังเรื่อง “Pirates of Silicon Valley” หนังที่สร้างมาจากหนังสือ Fire in the Valley: The Making of The Personal Computer โดย Paul Freiberger และ Michael Swaine เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวชีวิตในวัยหนุ่มของยอดชายสองคนคือ Steve Jobs และ Bill Gates สองหนุ่มที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากกระแสการเติบโตของ Micro Computer แต่สองคนนี้ก็มีแนวทางการทำงานและการคิดที่แตกต่างกันมาก จากหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นความ “เกรียน” ระดับตำนานของ Steve Jobs ในแง่มุมต่างๆทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต บางเรื่องก็ประทับใจในความกล้าของเขาบางเรื่องก็ดูขี้ขลาดเหลือเกินมันทำให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีส่วนที่เข้มแข็งและเปราะบาง

สิ่งดีๆหลายอย่างที่ Steve Jobs ได้ทำไว้คงเป็นที่จดจำไปอีกนาน ขอไว้อาลัยต่กการจากไปของยอดคน

“ชีวิดคนเราก็มีเท่านี้ มีบางสิ่งผ่านเข้ามา และก็ผ่านออกไป รักกันไว้เยอะๆ”

บาร์แคมป์บางเขน 2

“บาร์แคมป์คือการสัมมนาที่ไม่มีรูปแบบ” อยากไปพูดอะไรก็เสนอหัวข้อเดี๋ยวก็รู้เองว่าจะมีคนอยากฟังไหม บาร์แคมป์บางกอกจัดมาสี่ครั้งใหญ่ขึ้นทุกวันบรรยากาศก็มีความเป็นตัวเองบ้างว่าความ Geek มันหายไปแต่เนื่องจากบาร์แคมป์ไม่ใช่ของใครใครอยากจัดก็จัดเพื่อความบันเทิงทางสมองและปัญญา อยากจะให้จัดกันบ่อยๆสนุกดี
บาร์แคมป์บางเขนปีนี้เป็นปีที่สองปีแรกเสื้อสีเคี้ยวเขียวสะท้อนแสงจัดที่ตึกนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บ้านผมเป็นชัยภูมิ Geek มีงาน Geek Geek แถวนี้เยอะ) ปีนี้รู้ตัวแน่ๆว่าไม่ได้ไปร่วมงานแบบเต็มวันเพราะต้องช่วยเมียเลี้ยงลูกและต้องทำอะไรมากมาย แรกเลยตั้งใจจะไปเดินเล่นรับบรรยากาศเหมือนครั้งแรกไปดูเด็กทำกิจกรรมกัน แต่ไม่รู้อะไรอยู่ดีๆก็อยากทำอะไร บ้าๆ ขึ้นมาหนึ่งอย่างคือ “อยากพูดเรื่องที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลย”
-แล้วจะมีคนฟังไหม
-อย่าไปสนใจนี่คือบาร์แคมป์
-ว่าแล้วก็จัดไปเรื่อง “Good Resume in my point of view”
แต่เช้าเลยฝาก @zyracuze ส่งหัวข้อพร้อมกับเล่นเส้นเล็กน้อยว่าขอเป็นช่วงบ่ายเพราะยังไม่ได้ทำอะไรเลยบทก็ไม่มี slide แน่นอนยังไม่ทำ ผ่านไปถึงสายๆผล vote เป็นดังนี้

“ดูท่าจะรอดแน่นอน” ทำใจเย็นต่อไปเตรียมสไลด์บ้างคร่าวๆแต่ก็เขียนไม่ออกเพราะ resume คือเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่องเลย จะเอาอะไรไปพูดวะ สักบ่ายโมงนอนสบายใจ

บ่ายสองตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ “พี่ๆขอพี่บ่ายสองครึ่งครับ” คำอุทานแรกที่ดังมาในใจ “เฟี่ยแล้วไม่เสร็จสักอย่างจะรอดไหม” เปิดดู twiiter, facebook พบว่ามีคนโหวดให้จริงดังนี้

ไปถึงห้องที่ต้องพูดเป็นเวลาบ่ายสองยี่สิบนาที มีอะไรในหัวบ้าง ไม่มี แต่นี่คือบาร์แคมป์จงเชื่อมั่นในพลังของบาร์แคมป์ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ resume เลย” จากนั้นความมันส์ก็บังเกิดใครที่อยู่ในห้อง 3304 คงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น :)

This is Barcamp Bangkhen

Cobus Method หูไม่คัน จงเชื่อมั่นในหูของท่าน

ดูให้จบก่อนนะครับ ผมดูแล้ว “ก็ตีดีนะ แล้วไง” ตาผมบังเอิญไปมองเห็น link ด้านล่างวีดีโอนี้มันเขียนว่า Here’s what I’m working on right now: http://CobusMethod.com/sneak-peek
โอวมีคำว่า method ต้องมีอะไรดีกดซะ

เข้าไปก็พบกับโฆษณาที่ฟังครั้งแรกแล้วทึ่งผมสรุปง่ายดังนี้นะครับ Cobus ไม่เคยเรียนตีกลอง เขาตีตามที่เขาได้ยินและจินตนาการว่าเสียงที่ได้นั้นต้องตีออกมาอย่างไร แล้วเขาก็ post สิ่งที่เขาทำขึ้น youtube และด้วยอะไรสักอย่างสิ่งที่เขาทำมันดังครับมีคนตามดูจนถึงวันนี้มากกว่า 80 ล้านวิวมันทำให้เขากลายเป็นมือกลองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง โดยที่เขาไม่เคยเรียนดนตรีแม้แต่หนึ่งครั้ง
กระบวนการตีแบบนี้เขาเรียกมันว่า Cobus Method เป็นกระบวนการสอนให้เราสามารถตีกลองได้ด้วยการฟัง ไม่มีการอ่าน sheet แม้แต่แผ่นเดียวไม่มีทฤษฎีดนตรีที่แสนซับซ้อนนอกจากจะเล่นได้เหมือนแล้วยังแนะนำกลเม็ดในการแต่งจังหวะของตัวเองอีกด้วยทำอย่างไรที่จะสามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพกับมืออาชีพคนอื่นๆในห้องอัด
นี่แหละ Cubus Method วิธีการเรียนที่มาจากเด็กเกรียนจาก แอฟฟริกาใต้ เขาทำมันด้วยใจซัดไปดั่งใจคิดและสิ่งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียง ทำมาหากินได้ และโชคดีที่เราสิ่งที่เขาทำมาตลอดนี้ได้ถูกบันทึกไว้ “ซื้อไหมครับ”
ผมชอบประเด็นการขายของเขามาก เพราะแม้กระทั่งผมเองยังเชื่อว่าจะตีออกมาให้ได้แบบนี้ต้องเป็นคนที่เรียนมาจากโรงเรียนดนตรีเท่านั้นซึ่ง VDO นี้ลบล้างความเชื่อผมหมดว่า เห้ยถ้ามัวแต่คิดว่าทุกอย่างต้องเกิดจากการเรียนจากสถาบันอะไรสักอย่างก็เหมือนเราได้ปิดตัวตาย ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้นถ้าไม่ได้เรียนอย่างเป็นทางการเพราะเดี๋ยวจะทำออกมาผิด แต่! ทำไมเราต้องกลัวผิดด้วยล่ะ ทำไมต้องมีกรอบความคิดแบบนี้อยู่ในหัว? บางครั้งเราก็กลัวที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ๆหรือแตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยทำเพียงเพราะคำอ้างโง่ๆที่เราชอบใช้ว่า “ไม่ได้เรียนมา” แต่เราลืมไปว่าแค่เราเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างนั่นคือการเริ่มต้นเรียนรู้แล้ว ความผิดพลาดที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเองจะสอนว่าเราจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร มันจะสั่งสมและทำให้เราเริ่มรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ มันจะค่อยๆรวมกันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่งเราจะรู้สึกได้เองว่า “เรารู้” รู้ได้ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าเรื่องของ Cobus Method จะเป็นจริงหรือเป็นแค่นิยายเอาไว้ขายของ แต่อย่างน้อยผมก็ได้เรียนรู้ว่า “แค่ลองทำดูเดี๋ยวก็รู้เอง” มันอาจจะดีก็ได้

นิทานทำมือ “แมวน้อยหลงทาง”

เย็นวันศุกร์ที่ดูเหมือนวันศุกร์ทั่วไปวันหนึ่ง ชีวิตของผมก็ดำเนินไปตามปกติคือกลับมาถึงบ้านเล่นกับลูกเอาลูกเข้านอน การบ้านยังไม่ต้องทำเดี๋ยวทำวันอาทิตย์ฝึกไว้ให้ชิน (เราต้องมีแรงบันดาลใจก่อนถึงจะลงมือ) แน่นอนเราพ่อลูกก็เล่นกันไปตามประสา เล่นไปร้องไห้ไป แล้วพ่อมันก็โดนอมม่าด่าประจำว่าชอลแกล้งลูกดังนั้นตอนนี้ผมขอสารภาพก่อนว่ามันเป็นความเก็บกดส่วนตัวอย่างหนึ่งเหอๆๆๆ เนื่องจากเป็นลูกคนเดียวไม่มีน้องพอมีลูกสาวเหมือนมีของเล่นแกล้งมันแล้วสนุกดี ชอบๆๆแกล้งมันทุกวันจนเดี๋ยวนี้มันเฉยๆแล้วแกล้งไปไม่ค่อยร้อง ก็เลยกะว่าเดี๋ยวรอไอ้คนเล็กโตอีกหน่อยจะแกล้งมันอีก :)
กลับเข้าเรื่องคืนนั้นเองหลังจากที่ลูกทั้งสองหลับไปเรียบร้อยแล้วคุณแม่คนเก่งก็เปิดกระเป๋าลูกออกมาตรวจดูว่ามีการบ้านอะไรบ้างค้นไปค้นมาก็อุทานว่า “งานเข้า” ไอ้เราก็นึกว่าเมียเห็นว่าลูกสาวเอาอะไรพิเรนๆกลับมาจากโรงเรียนอีกแต่สิ่งที่เมียบอกคือ “ต้องแต่งนิทานคุณธรรม ให้ณมน ไปเล่าให้เพื่อนฟังหน้าห้อง” ได้ยินแบบนี้ถึงกับเครียดคือไอ้แต่งนิทานน่ะก็ยากมากแต่ที่ยกกว่าคือต้องวาดรูปประกอบพร้อมสอนลูกให้ไปเล่าให้เพื่อนฟังด้วยคือผมรู้ตัวเองมานานแล้วว่าต่อมศิลปะได้ฝ่อไปจากร่างกายและสมองอันน้อยนิดของผมไปแล้วให้วาดแก้วน้ำยังวาดไม่ค่อยจะได้ แต่นี่ต้องวาดนิทานนนน เออยากไปไหม ที่สำคัญคือมีเวลาห้าวัน แต่สิ่งเดียวที่สามารถตอบได้เพื่อรักษาความแมนไว้คือ “เออเดี๋ยวทำให้ สิวๆ” แบบเข้มแข็งแล้วก็พากันไปนอนอย่างสบายใจไทยแลนด์
เสาร์ อาทิตย์ก็ผ่านไป จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ก็ผ่านไปมารู้ตัวอีกคือคืนวันพฤหัสเมียบอกว่าเตือนมาหลายวันแล้ว แกลืมตลอดทำไงเนี่ยพรุ่งนี้ส่งแล้วสิ่งเดียวที่ตอบได้คือ “เออเดี๋ยวทำให้ สิวๆ” เมียส่งสายตาประหารกลับมาทันที่แปลได้ความว่า “สิวยัง นี่เหลืออีกแปดชั่วโมง มันยังไม่เริ่มวาดเลย” และสิ่งเดียวที่ต้องรีบโต้ตอบกลับไปคือ “เราจะเขียนเรื่องลูกแมวหลงทาง” เนื่องจากเมื่อเดือนก่อนครอลครัวเราเคยมีโอกาสได้ลองเลี้ยงลูกแมวที่มีคนเอามาปล่อยไว้ข้างบ้านเป็นแมวสีดำชื่อ “โอเลี้ยง” และเราพบว่าณมนชอบแมวมาก เดินไปเล่นได้ทั้งวันแต่มันอยู่กับเราได้แค่สองวันเท่านั้นแม่มันก็มารับไปแต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้สอนให้ลูกรู้จักความเมตตารักสัตว์ อย่างน้อยเราก็ช่วยให้มันกินอิ่ม มีที่นอนอุ่นๆ จนแม่มันมารับไปและผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีของณมนเลยทีเดียว
แต่่ปัญหาคือแล้วเราจะวาดยังไง ไอ้ story น่ะไม่ยากแต่ไอ้รูปประกอบเนี่นสิลำบากนั่งร่างอยู่นานก็ได้คนแบบหัวไม้ขีดกับแมวแบบถ้าไม่บอกว่าเป็นแมวลูกคงคิดว่าเป็นแมงมุมและแล้วหลังจากเมียลงมาก็ทนสภาพไม่ได้จึงเดินไปเดินมาอยู่และเมียผมก็กลับมาพร้อมกับสุดยอดวัสดุต้อนแบบสองอันนี้


โอวสวรรค์ประทานเราได้ตัวละครครบแล้วสิ่งเดียวที่ต้องทำคือแปลงร่างคนหัวไม้ขีดของผมและแมวมุมให้อยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงต้นแบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั้งซ้อมอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อปลุกวิญญาณศิลปิน หลังจากที่พอเรียกได้ก็จัดสินใจวาดรวดเดียว แต่ไม่จบ เนื่องจากศิลปินคงจะไม่ทำอะไรพรวดเดียวจบมันดูง่ายเกินไปฉาบฉวยเราต้องเว้นไว้เพื่อหาแรงบันดาลใจ ผมจึงเดินไปนอนโดยเว้นหน้าสุดท้ายกับหน้าปกไว้แล้วเข้านอนหาแรงบันดาลใจอย่างมีความสุข เมี๊ยวๆ
ตื่นมาตอนตีห้ามานั่ง build อีกพักก็สามารถจบเล่มนิทานสุดยอดโคตรๆ ทำมือ เล่มแรกในชีวิตออกมาหน้าตาแบบนี้ครับ ใครขวัญอ่านกรุณาอย่าอ่านนะครับ อาจเครียดไปสักพักได้ว่านี่ตั้งใจทำแล้วหรือ ก็เห็นใจผมหน่อยนะครับ อายุอานามก็เท่านี้แล้ว ได้แค่นี่ก็โอเคแล้ว




Go back to top