Cobus Method หูไม่คัน จงเชื่อมั่นในหูของท่าน

ดูให้จบก่อนนะครับ ผมดูแล้ว “ก็ตีดีนะ แล้วไง” ตาผมบังเอิญไปมองเห็น link ด้านล่างวีดีโอนี้มันเขียนว่า Here’s what I’m working on right now: http://CobusMethod.com/sneak-peek
โอวมีคำว่า method ต้องมีอะไรดีกดซะ

เข้าไปก็พบกับโฆษณาที่ฟังครั้งแรกแล้วทึ่งผมสรุปง่ายดังนี้นะครับ Cobus ไม่เคยเรียนตีกลอง เขาตีตามที่เขาได้ยินและจินตนาการว่าเสียงที่ได้นั้นต้องตีออกมาอย่างไร แล้วเขาก็ post สิ่งที่เขาทำขึ้น youtube และด้วยอะไรสักอย่างสิ่งที่เขาทำมันดังครับมีคนตามดูจนถึงวันนี้มากกว่า 80 ล้านวิวมันทำให้เขากลายเป็นมือกลองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง โดยที่เขาไม่เคยเรียนดนตรีแม้แต่หนึ่งครั้ง
กระบวนการตีแบบนี้เขาเรียกมันว่า Cobus Method เป็นกระบวนการสอนให้เราสามารถตีกลองได้ด้วยการฟัง ไม่มีการอ่าน sheet แม้แต่แผ่นเดียวไม่มีทฤษฎีดนตรีที่แสนซับซ้อนนอกจากจะเล่นได้เหมือนแล้วยังแนะนำกลเม็ดในการแต่งจังหวะของตัวเองอีกด้วยทำอย่างไรที่จะสามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพกับมืออาชีพคนอื่นๆในห้องอัด
นี่แหละ Cubus Method วิธีการเรียนที่มาจากเด็กเกรียนจาก แอฟฟริกาใต้ เขาทำมันด้วยใจซัดไปดั่งใจคิดและสิ่งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียง ทำมาหากินได้ และโชคดีที่เราสิ่งที่เขาทำมาตลอดนี้ได้ถูกบันทึกไว้ “ซื้อไหมครับ”
ผมชอบประเด็นการขายของเขามาก เพราะแม้กระทั่งผมเองยังเชื่อว่าจะตีออกมาให้ได้แบบนี้ต้องเป็นคนที่เรียนมาจากโรงเรียนดนตรีเท่านั้นซึ่ง VDO นี้ลบล้างความเชื่อผมหมดว่า เห้ยถ้ามัวแต่คิดว่าทุกอย่างต้องเกิดจากการเรียนจากสถาบันอะไรสักอย่างก็เหมือนเราได้ปิดตัวตาย ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้นถ้าไม่ได้เรียนอย่างเป็นทางการเพราะเดี๋ยวจะทำออกมาผิด แต่! ทำไมเราต้องกลัวผิดด้วยล่ะ ทำไมต้องมีกรอบความคิดแบบนี้อยู่ในหัว? บางครั้งเราก็กลัวที่จะเริ่มทำอะไรใหม่ๆหรือแตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยทำเพียงเพราะคำอ้างโง่ๆที่เราชอบใช้ว่า “ไม่ได้เรียนมา” แต่เราลืมไปว่าแค่เราเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างนั่นคือการเริ่มต้นเรียนรู้แล้ว ความผิดพลาดที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเองจะสอนว่าเราจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร มันจะสั่งสมและทำให้เราเริ่มรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ มันจะค่อยๆรวมกันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนถึงระดับหนึ่งเราจะรู้สึกได้เองว่า “เรารู้” รู้ได้ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าเรื่องของ Cobus Method จะเป็นจริงหรือเป็นแค่นิยายเอาไว้ขายของ แต่อย่างน้อยผมก็ได้เรียนรู้ว่า “แค่ลองทำดูเดี๋ยวก็รู้เอง” มันอาจจะดีก็ได้

นิทานทำมือ “แมวน้อยหลงทาง”

เย็นวันศุกร์ที่ดูเหมือนวันศุกร์ทั่วไปวันหนึ่ง ชีวิตของผมก็ดำเนินไปตามปกติคือกลับมาถึงบ้านเล่นกับลูกเอาลูกเข้านอน การบ้านยังไม่ต้องทำเดี๋ยวทำวันอาทิตย์ฝึกไว้ให้ชิน (เราต้องมีแรงบันดาลใจก่อนถึงจะลงมือ) แน่นอนเราพ่อลูกก็เล่นกันไปตามประสา เล่นไปร้องไห้ไป แล้วพ่อมันก็โดนอมม่าด่าประจำว่าชอลแกล้งลูกดังนั้นตอนนี้ผมขอสารภาพก่อนว่ามันเป็นความเก็บกดส่วนตัวอย่างหนึ่งเหอๆๆๆ เนื่องจากเป็นลูกคนเดียวไม่มีน้องพอมีลูกสาวเหมือนมีของเล่นแกล้งมันแล้วสนุกดี ชอบๆๆแกล้งมันทุกวันจนเดี๋ยวนี้มันเฉยๆแล้วแกล้งไปไม่ค่อยร้อง ก็เลยกะว่าเดี๋ยวรอไอ้คนเล็กโตอีกหน่อยจะแกล้งมันอีก :)
กลับเข้าเรื่องคืนนั้นเองหลังจากที่ลูกทั้งสองหลับไปเรียบร้อยแล้วคุณแม่คนเก่งก็เปิดกระเป๋าลูกออกมาตรวจดูว่ามีการบ้านอะไรบ้างค้นไปค้นมาก็อุทานว่า “งานเข้า” ไอ้เราก็นึกว่าเมียเห็นว่าลูกสาวเอาอะไรพิเรนๆกลับมาจากโรงเรียนอีกแต่สิ่งที่เมียบอกคือ “ต้องแต่งนิทานคุณธรรม ให้ณมน ไปเล่าให้เพื่อนฟังหน้าห้อง” ได้ยินแบบนี้ถึงกับเครียดคือไอ้แต่งนิทานน่ะก็ยากมากแต่ที่ยกกว่าคือต้องวาดรูปประกอบพร้อมสอนลูกให้ไปเล่าให้เพื่อนฟังด้วยคือผมรู้ตัวเองมานานแล้วว่าต่อมศิลปะได้ฝ่อไปจากร่างกายและสมองอันน้อยนิดของผมไปแล้วให้วาดแก้วน้ำยังวาดไม่ค่อยจะได้ แต่นี่ต้องวาดนิทานนนน เออยากไปไหม ที่สำคัญคือมีเวลาห้าวัน แต่สิ่งเดียวที่สามารถตอบได้เพื่อรักษาความแมนไว้คือ “เออเดี๋ยวทำให้ สิวๆ” แบบเข้มแข็งแล้วก็พากันไปนอนอย่างสบายใจไทยแลนด์
เสาร์ อาทิตย์ก็ผ่านไป จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ก็ผ่านไปมารู้ตัวอีกคือคืนวันพฤหัสเมียบอกว่าเตือนมาหลายวันแล้ว แกลืมตลอดทำไงเนี่ยพรุ่งนี้ส่งแล้วสิ่งเดียวที่ตอบได้คือ “เออเดี๋ยวทำให้ สิวๆ” เมียส่งสายตาประหารกลับมาทันที่แปลได้ความว่า “สิวยัง นี่เหลืออีกแปดชั่วโมง มันยังไม่เริ่มวาดเลย” และสิ่งเดียวที่ต้องรีบโต้ตอบกลับไปคือ “เราจะเขียนเรื่องลูกแมวหลงทาง” เนื่องจากเมื่อเดือนก่อนครอลครัวเราเคยมีโอกาสได้ลองเลี้ยงลูกแมวที่มีคนเอามาปล่อยไว้ข้างบ้านเป็นแมวสีดำชื่อ “โอเลี้ยง” และเราพบว่าณมนชอบแมวมาก เดินไปเล่นได้ทั้งวันแต่มันอยู่กับเราได้แค่สองวันเท่านั้นแม่มันก็มารับไปแต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราได้สอนให้ลูกรู้จักความเมตตารักสัตว์ อย่างน้อยเราก็ช่วยให้มันกินอิ่ม มีที่นอนอุ่นๆ จนแม่มันมารับไปและผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีของณมนเลยทีเดียว
แต่่ปัญหาคือแล้วเราจะวาดยังไง ไอ้ story น่ะไม่ยากแต่ไอ้รูปประกอบเนี่นสิลำบากนั่งร่างอยู่นานก็ได้คนแบบหัวไม้ขีดกับแมวแบบถ้าไม่บอกว่าเป็นแมวลูกคงคิดว่าเป็นแมงมุมและแล้วหลังจากเมียลงมาก็ทนสภาพไม่ได้จึงเดินไปเดินมาอยู่และเมียผมก็กลับมาพร้อมกับสุดยอดวัสดุต้อนแบบสองอันนี้


โอวสวรรค์ประทานเราได้ตัวละครครบแล้วสิ่งเดียวที่ต้องทำคือแปลงร่างคนหัวไม้ขีดของผมและแมวมุมให้อยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงต้นแบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั้งซ้อมอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเพื่อปลุกวิญญาณศิลปิน หลังจากที่พอเรียกได้ก็จัดสินใจวาดรวดเดียว แต่ไม่จบ เนื่องจากศิลปินคงจะไม่ทำอะไรพรวดเดียวจบมันดูง่ายเกินไปฉาบฉวยเราต้องเว้นไว้เพื่อหาแรงบันดาลใจ ผมจึงเดินไปนอนโดยเว้นหน้าสุดท้ายกับหน้าปกไว้แล้วเข้านอนหาแรงบันดาลใจอย่างมีความสุข เมี๊ยวๆ
ตื่นมาตอนตีห้ามานั่ง build อีกพักก็สามารถจบเล่มนิทานสุดยอดโคตรๆ ทำมือ เล่มแรกในชีวิตออกมาหน้าตาแบบนี้ครับ ใครขวัญอ่านกรุณาอย่าอ่านนะครับ อาจเครียดไปสักพักได้ว่านี่ตั้งใจทำแล้วหรือ ก็เห็นใจผมหน่อยนะครับ อายุอานามก็เท่านี้แล้ว ได้แค่นี่ก็โอเคแล้ว




เมพส์: คู่มือเขียน iPhone App

ได้รับคำเชิญให้เขียนคำนิยมหนังสือเล่มนี้ จากท่านอาจารย์ รวิทัต ภู่หลำ @rawitat มีหรือที่จะไม่ทำแต่สิ่งที่ยากกว่าคือ “จะเขียนยังไง” คิดอยู่นานมากลองเขียนอยู่ในใจประมาณ 20 รอบจนกระทั่งสุดท้ายลุกมาเขียนตอนตีห้าวันชาติอเมริกา เขียนรวดเดียวจบแล้วส่งเลย ได้ความดังนี้ครับ

“เมพส์” นี่คือหนังสือในตำนาน อ่านเพลินรวดเดียวผ่านไป 5 บทและยอมขายวิญญาณให้ iOS Dev Center แบบไม่ยั้งคิดเนื่องจากอ่านแล้วอยากเขียนมากไม่อยากแม้กระทั่งนั่งเขียน forwardหัวใจร่ำร้องจะเขียนโค้ด แต่ต้องหักห้ามใจไว้ก่อนเนื่องจากมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั่นคือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ “มหัศจรรย์มาก” โดยเฉพาะห้าบทแรกผมขอเรียนกว่าเป็นปฐมบทที่สอนให้เรา “คิด” การสอนให้คิดนี้เป็นส่วนที่ทำให้เราทำงานออกมาได้ “ถูก” ซึ่งหนังสือที่สอนให้เราทำให้ถูกนั้นมีอยู่น้อยมากในประเทศเรา เพราะการสอนให้ คิด จำเป็นต้องเสียพื้นที่ในหนังสือเพื่ออธิบายแนวคิดขั้นพื็นฐานไปมาก ซึ่งสำหรับบางคนแล้วการใส่เนื้อหาส่วนนี้เข้ามาเป็นเหมือนการทำผิดกันเลยทีเดียว เพราะมันเป็นเนื้อหาที่ขายยากแต่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนออกมาแบบสวนกระแสซึ่งสิ่งที่เกิดเป็นการสะท้อนความเป็น ครูและอาจารย์ของผู้เขียนออกมาได้อย่างชัดเจนเพราะความรู้พื้นฐานมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
การทำสิ่งที่ถูกควรมาก่อนสิ่งอื่นๆเสมออย่างไรก็ตามภายใต้เนื้อหาอันเข้มข้นนั้นเราจะได้พบกับการใช้ภาษาที่เรียบง่ายอ่านแล้วเห็นภาพทันทีเพราะเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราเช่นใครจะไปคิดได้ว่าการอธิบายแนวคิดเรื่อง Model-View-Controllerจะสามารถเขียนออกมาเป็น “เรื่องราวของเราสามคน:นองพริตตี้พี่เอ็นจิเนียรและผู้ประสานงานแค่นี้ก็ “มันส์” แล้วครับ ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้ในห้าบทแรกเราสามารถเอาไปประยุกต์ใช้เข้ากับการเขียน Application บนภาษาไหนก็ได้
จากนั้นผมขอข้ามไปที่บทสุดท้ายเรื่อง “เส้นทางข้างหนัา” ที่เป็นเหมือนการขมวดปมว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกสอนให้เรารู้และเข้่าใจในทุกๆอย่างได้อย่าคิดเพียงแค่ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะกลายเป็นเทพ Objective-C ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโปรแกรมเมอร์คือการพัฒนาความสามารถของตัวเองให้ทันกับโลกอยู่เสมอเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการก้าวไปข้างไปข้างหนัา “อย่าหยุดที่จะเรียนรู้”
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วเมื่อท่านเงยหน้าขึ้นจากหนังสือและคลำดูที่ต้นคอเราจะพบว่าเราถูกถอดออกจาก The Metrix แล้วและผมเห็น Morpheus ยืนอยู่ข้างหน้าแล้วพูดว่า “Welcome to the real world”
ทวิร พานิชสมบัติ
@roofimon
Proficient Software Craftsman
Opendream
เร็วส์™

ศิลปะ รากฐานแห่งการศึกษา

หนังสือเล่มนี้ซื้อไว้นานมากดองไว้ในกองหนังสือจนลืมไปแล้วว่ามีอยู่แต่ไม่รู้อะไรหลายอาทิตย์ก่อนไปค้นของบางอย่างในกองหนังสือเห็นปกหนังสือเล่มนี้ก็สะดุดตาว่ายังไม่ได้แม้แต่จะเปิดอ่าน เลยดึงออกมาวางไว้ที่บันไดบ้านแล้วก็วางมันไว้อย่างนั้นอีกหลายวันจนกระทั่งพี่ที่ทำความสะอาดบ้านเก็บหนังสือไปหมดเอาไปตั้งไว้อีกที่โดยมีหนังสือเล่มนี้วางอยู่ด้านบนสุด เมื่อถึงเวลาต้องอ่านหนังสือตอนเช้า :) ก็เลยตาลีตาเหลือกหยิบเล่มนี้ไปอ่านหลังจากเปิดอ่านคำนำแล้วถึงกับเคลิ้มไปและก็เป็นอีกครั้งที่เป็นหนังสือของคนที่เคยทำงานในสำนักหรืออาศรมสุดเท่ที่อินเดียที่ชื่อ “ศานตินิเกตัน” ผมได้รู้จักอาศรมนี้จากหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ “อินเดียใต้ต้นไม้
และเป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สวยงามเพียงไหน ผมไม่อาจจะสือมันออกมาได้ในขณะนี้เพราะขณะที่เขียน entry นี้ผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบอ่านไปเพียงแค่บทนำเท่านั้นเองแต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมานั่งเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ก่อนดังนั้นสิ่งเดียวที่ผมทำได้คือการคัดลอกข้อความจากปกหลังมาเขียนไว้ที่นี่
art.JPG
“เราต้องทำให้พ่อแม่ตระหนักถึงขั้นตอนการเติบโตตามธรรมชาติของเด็กกับความต้องการด้านสุนทรียภาพที่แท้จริงของเขา ซึ่งจะสัมฤทธิผลได้ด้วยการปล่อยให้เขาได้เข้าถึงพัฒนาการของตนเองอย่างเต็มที่และสมบูรณ์เท่านั้น”

ผลผลิตของสำนักนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
มีนายกรัฐมนตรีของอินเดียหนึ่งคนชื่อ Indira Gandhi
นักเขียนรางวัล Nobel Memorial Prize in Economic Sciences Amartya Sen
และมีอีกหลายท่านที่เป็นคนที่มีอิทธิพลต่ออินเดียและโลกใบนี้ ศิลปะช่างทรงพลังยิ่งนักแต่เราคนในบ้านเราเองกับมองศิลปะว่าเป็นเพียงแค่งานอดิเรกเป็นงานที่ทำเพื่อพักผ่อนหนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเห็นศิลปะในแง่มุมที่แตกต่าง การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างคนอย่างให้มีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ (ผมเองก็ยังสงสัยอว่าของสิ่งนี้คืออะไรและหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้)

Future Perfect : โปรเจ็คโตแล้วไปไหน ?

โดน interview เรื่อง “Programmer คืออะไร” จากน้องๆที่ทำโปรเจค “Future Perfect” ของนิตยสาร A Day ซัดไปซะยาวเลย

โครงการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.1 – ม.6 ได้ค้นหาตัวเองเเละค้นหาอาชีพในอนาคตที่ตนเองใฝ่ฝันอยากทำ ด้วยการให้น้องๆนักเรียนได้เข้าไป ติดตาม เป็น Shadow รุ่นพี่ที่ประกอบอาชีพที่น้องๆ สนใจเป็นเวลา 1 สัปดาห์

เพื่อช่วยให้น้องๆนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา เลือกสายการเรียน และ คณะที่เหมาะกับความสนใจเเละความใฝ่ฝันอย่างมั่นใจ ไร้กังวล

น้องๆคนไหนสนใจอาชีพอะไร สมัครเเล้วเลือกเข้ามาเลย!!!! โอกาสที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศจริง ความท้าทายจริง เเละหน้าที่จริงๆ ในงานที่ตนใฝ่ฝันรอน้องๆอยู่ !

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.facebook.com/futureperfect.prj
http://futureperfectprj.exteen.com/future-perfect

All my best memory at dtac

ตั้งแต่ 1ธันวาคม 2551 ถึง 12 เมษายน 2554

ภาพหนึ่งแทนคำบรรยายเป็นร้อยคำพันคำทั้งหมดคือความทรงจำที่ดี คงไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆให้รูปเหล่านี้ “Feel Good”

สัปดาห์หนังสือ

“ไม่ได้ไป” มาหลายครั้งแล้วเพราะคนเยอะมากๆทำให้ต้องใช้เวลาเยอะมากสำหรับการเดินชมหนังสือบางครั้งจะแวะยืนอ่านคำนำหรือปกหลังนานก็ไม่ได้เพราะคนจะรออยู่ข้างหลังเพื่อเข้ามาในร้านเยอะเหมือนกัน เลยไปทีไรก็เหมือนจะรีบๆทุกครั้งไปวิธีการดูหนังสือกลายเป็นดู “ปก” แทนซึ่งผิดคอนเซ็ปมากพอสามควรกับการเลือกหนังสือ แต่โดยรวมแล้วเป็นงานที่ดีครับต้องจัดบ่อยๆจัดไปเรื่อยๆเพราะเป็นการช่วยให้คนที่รักการอ่านได้ไปหาหนังสือดีๆและทำให้คนที่ไม่ค่อยจะรักการอ่านเมื่อไปเห็นงานอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบอ่านหนังสือได้ “การรักการอ่านคือพื้นฐานที่ดีของคน”
ดังนั้นทางออกของคนที่ชอบอ่านหนังสือแบบผมแต่ไม่มีเวลาและไม่สะดวกไปงานหนังสือคือหาที่ขายหนังสือใหม่ที่เราสามารถใช้เวลาเลือกเฟ้นหาหนังสือที่เราต้องการได้อย่างเต็มที่ให้เราแน่ใจว่เราจะได้หนังสือที่เราอยากอ่านจริงๆ ที่ที่นั้นคือ “ตลาดนัดสวนจตุจักร” นั่นเองเนื่องจากผมต้องไปส่งแม่ที่สวนทุกอาทิตย์กิจกรรมหลักที่ผมชอบทำเสมอสองอย่างคือไปซื้อของที่ร้าน ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย สาขาจตุจักร เช่นข้าวกล้อง น้ำมันมะพร้าว บะหมี่งาดำ และอื่นๆส่วนอีกอย่างคือไปซื้อหนังสือเก่า เนื่องจากเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าสวนคือแหล่งรวมหนังสือทุกประเภทที่เราอยากได้โดยส่วนมากจะเป็นหนังสือมือสองโดยบริเวณที่มีหนังสือให้เลือกมีสามส่วนใหญ่ๆคือ

ตรงทางขึ้น MRT จตุจักรติดกับห้องน้ำตรงนี้จะเป็นโซนใหญ่ๆที่อยู่กับจตุจักรมานานเมื่อก่อนเรานิยมไปซื้อหนังสือโป๊กันแต่เดี๋ยวนี้หายไปหมดแล้วเหลือแต่หนังสือดีๆมากมายให้เราไปค้นหาแต่บริเวณนี้คนจะเยอะหน่อยต้องมองซ้ายมองขวาก่อนยืนแช่
ตรงศาลพระภูมิข้างๆธนาคารไทยพานิชด้านถนนกำแพงเพ็ชสองบริเวณนี้แต่ก่อนหนังสือเยอะแต่ช่วงหลังๆถูกเบียดบังโดยร้านขายของแบบอื่นไปเยอะมากแล้วที่เหลืออยู่ได้ก็ห็นจะมีแต่ร้านขายการ์ตูนเท่านั้นที่เหลือดูจะทนต้านทานได้อีกไม่นานแต่ถ้าอยากซื้อหนังสือแถมดูดวงก็สามารถไปเดินในซอยนั้นได้ครับถืิเป็นเสน่ห์ของซอยนี้เลยก็ได้ครับ
อีกส่วนที่เราสามารถไปคุ้ยหนังสือได้คือฝั่งตรงข้ามตลาดฝั่งถนนกำแพงเพ็ชสองอีกเช่นกันโดยบริเวณนี้เป็นบริเวณที่เกิดขึ้นใหม่เพราะเกิดขึ้นมาพร้อมกับอาคารที่จอดรถใหม่และเราจะต้องเดินผ่านเสมอถ้าต้องการไปที่ร้านขายของมังสะวิรัตซอยนี้จะมีร้านหนังสือเก่าประมาณ 3-4 ร้านแต่ละร้านก็ใหญ่มากมีหนังสือให้เลือกมากมาย

photo(1).JPGphoto.JPG
photo.JPG

ความงามของร้านหนังสือเก่าคือมันมีหนังสือจากหลายยุคหลายสมัยมากบางเล่มก็เก่าเกิน 50 ปีเมื่อเราเปิดเข้าไปอ่านเราจะเห็นวิธีการใช้คำตามสมัยนั้น เราอ่านไปก็จได้สำเนียงของยุคสมัยเราจะได้เห็นสภาพบ้านเมืองสภาพผู้คนผ่านตัวหนังสือเหล่านั้นบางเล่มก็มีภาพให้ดูกันเพลิดเพลิน บางครั้งเราก็จะได้เห็นการจดบันทึกข้อความอะไรบางอย่างลงไปในหนังสือเก่าเหล่านั้น คิดไปแล้วก็ชวนให้บ้าบอคิดไปว่าคงจะมีอะไรสักอย่างทำให้เราบังเอิญได้อ่านข้อความเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถใช้เวลาเลือกหาหนังสือได้อย่างเต็มที่ไม่มีคนมาปล่อยรังสีใส่เราทำให้เราเร่งรีบและข้อดีเหนืออื่นใดคือเราจะได้หนังสือราคาต่ำกว่าปกประมาณ 65% หรือบางทีก็มากกว่าเพราะถ้าเราไปบ่อยๆจนเจ้าขอร้านจำได้บางเล่มเขาก็ไม่คิดเงินแถมมาให้ซะอย่างนั้น นี่ก็ถือเป็นอีกเสน่ห์ของการไปร้านหนังสือเก่าที่บริเวณสวนจตุจักร

“สัปดาห์หนังสือของผมเกิดขึ้นทุกสุดสัปดาห์”

Go back to top