Thailand Practical Software Engineering Conference

วันนี้ได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตคือการได้ไปพูดในงาน Thailand Practical Software Engineering Conference 2013 หัวข้อที่ผมไปพูดคือเรื่อง “Robot Framework: Generic Test Automation Framework For Acceptance Testing and Acceptance Test Driven Development” ก่อนพูดค่อนข้างเครียดกมากเพราะก่อนพูดดันกินข้าวเช้าน้อยไปทำให้ เกือบเป็นลมก่อนพูด โชคดีที่ท่าน Prathan เห็นอาการไม่ดีเลยเดินไปซื้อน้ำอัดลมให้หนึ่งขวดเพื่อเติมพลัง
หลังจากได้น้ำอัดลมขวดนั้นไปก็เริ่มมีพลังมากขึ้น ทำให้สามารถจบ session ไปได้อย่างดี (คิดไปเองนะว่าดี ไม่รู้ว่าคนอื่นว่าไง ช่วย feedback ผมด้วยนะครับ)

1450085_10151695506302371_1022416421_n (1) 1469968_10151695496887371_169045642_n 1479546_10151695538947371_1560772271_n (1)

1400499_10151724861262047_1661194456_o 9bdKIb.jdp

หลังจากนนั้นก็วิ่งไปฟังเรื่อง Agile and CMMi โดยคนที่ทำ Agile ไปด้วยพร้อมกันกับทำ CMMI Level 3 ไปด้วย วันนี้ได้ฟังคนพูดเรื่อง Agile อีกมุมมองหนึ่งรู้สึกตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะเขาเรียก Sprint Planning Part 1 ว่าการ “ให้ความหวัง” เรียกการทำ Sprint Planing Part 2 ที่เขาเรียกว่า “การให้คำมั่นสัญญา” ระหว่างทำงานเขาทำงานแบบ “จิตอาสา” เป็นศัพท์ไทยที่ไพเราะมากผมขอขโมยไปใช้บ้างนะครับ จบ session พบว่า Agile อยู่กับ CMMi ได้อย่างมีความสุขมากมาย … หวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้ทำ Agile + CMMi ไปพร้อมๆกัน

จากนั้นก็นั่งห้องเดิมแหละฟังพี่ Pom พูดเรื่อง Lean Startup Agile อะไรสักอย่างมีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่องเช่น เราพบว่า Agile เป็นเรื่องของ Delivery เป็นส่วนใหญ่ และพบว่าคนทำ Agile หนักๆมักลืมส่วนที่เรียกว่า Discovery ไปทำให้สร้าง Product ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม อลังการมาก แต่!!!! ขายไม่ได้ … มันทำให้ผมเริ่มสนใจว่าอะไรคือ Product Discovery มันทำงานอย่างไร และเราจะสร้างตัวชี้วัดได้อย่างไร สุดท้ายพี่ปอมสรุปว่า Lean Startup คือ Business Test Driven Development

จากนั้นหมดพลัง กลับบ้าน อย่างไรก็ตามขอขอบคุณ Dr. Jirapun Daengdej, Software Park, Thailand SPIN และอีกหลายๆท่านครับที่ไม่ได้เอ่ยนาม ที่ช่วยกันอย่างแข็งขัน ดันกันจนงานนนี้คอดออกมาได้ครับ -/\-

กลิ่นสาปเวที

Sugar Ray Leonard นักมวยที่เก่งกาจมากในยุคที่ผมเป็นเด็ก เป็นนักชกในตำนานผู้มีลีลาการชกพริ้วไหว และเป็นนักชกที่มีประวัติดีตั้งแต่ชกมวยสมัครเล่นเพราะเขาได้รับเหรียญทองโอเลมปิคในปีที่ทีมมวยสากลสมัครเล่นของ อเมริกา ขึ้นสู่จุดสูงสุดและลีลาการชกของเขาก็เพลินตาพริ้วไหว จนโค้ชประจำทีมเปรยว่า “That kid you got is sweet as sugar.” หลังจากนั้นเขาก็ก้าวข้ามมาชกอาชีพและด้วยความที่เป็นนักมวยที่พื้นฐานการชกดีมากทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นนักชกแถวหน้าของโลกได้อย่างไม่ยากเย็น

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเขาข้นถึงจุดสูงสุดและได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา เขาประกาศ “เลิกชก” … และช่วงที่เขาเลิกชกเพื่อพักฟื้นดวงตาก็มีนักมวยอีกคนที่ขึ้นสู่จุดสูงสุด นั่นคือ มาร์วิน แฮกเลอร์ (ไอ้โล้นซ่า) และสองคนนี้ก็เป็นคนสนิทกันมาก หลายๆคนอยากเห็นสองคนนี้ชกปากกันมากแต่ เลียวนาร์ด เองก็บอกปัดตลอดจนกระทั่ง หนึ่งปีหลังจากนั้นเขาก็ “กลับมา” พร้อมกับประกาศว่าจะต่อยกับ แฮคเลอร์ แต่กว่าจะได้ต่อยกับแฮคเลอร์ เขาก็ต้องต่อยอีกสี่แมทซ์เพื่อเรียกความฟิตและระหว่างนั้น ดวงตาก็ได้รับบาดเจ็บอีกจนกระทั่งต้อง “เลิกชก” อีก
อย่างไรก็ตามนักมวยก็ยังชอบเสพมวย หนึ่งปีหลังจากนั้น เลียวนาร์ด ไปนั่งดู แฮคเลอร์ ชกที่ขอบเวทีและแมทซ์นั้น แฮคเลอร์โชว์พลังไล่ทุบคู่แข่งอย่างสนุกสนาน จนทำให้เลียวนาร์ดรู้สึกเหมือนโดนปลุกพลัง เขาประกาศกร้าวว่า “เขาสามารถล้มแฮคเลอร์ได้” และประกาศ “กลับมา” อีกครั้งหลังจากได้ชกสมใจ ทั้งคู่ก็ประกาศ “เลิกชก”
แต่คนเราก็ห้ามใจไม่ได้ อีกสองปี เลียวนาร์ด ก็ประกาศ “กลับมา” ชกอีกคราวนี้เขาเจอกับคู่ปรับเก่าอย่าง ไอ้กระยางดำ โทมัส เฮิร์น การชกครั้งนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “The War” มันเป็นแมทช์ที่ เลียวนาร์ด ได้รับบาดเจ็บหนักแต่ก็ยังไม่เลิกชกอีก จุดสูงสุดของ เลียวนาร์ด มาบังเกิดอีกครั้งคือเขาเอาชนะ โรเบอร์โต้ ดูราน ได้อย่างขาวสะอาดเป็นการชกที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและน่าเบื่อมาก … จุดนี้เขาน่าจะเลิกชกได้แล้ว แต่เขายังไม่เลิกและเขาก็พบกับความพ่ายแพ้ต่อ เทอรี่ นอริส นับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่สองของเขาและครั้งนี้เขาประกาศ “เลิกชก”
แต่ผ่านไปอีกหกปีเมื่อถึงยุคของยอดมวยอย่าง เฮคเตอร์ คามาโช่ กลิ่นสาปนวมและเวทีก็เรียกให้เลียวนาร์ดกลับมาอีกครั้งด้วยวัย 40 ปี ถึงแม้จะมีรูปร่างที่ดี ทักษะดีแต่สังขารไม่ให้แล้ว เลียวนาร์ด พ่ายแพ้อีกครั้งแบบโดนถลุงหมดรูปและครั้งนี้เขา “ยุติการชก” จริงๆ

ความสำเร็จ กลิ่นสาปเวที และกลิ่นสาปนวม มันยั่วยวนนักมวยเสมอ ไม่ว่าจะแขวนนวมกี่ครั้งก็ต้องกลับมาชก ต้องชกจนแพ้ยับเยินแหละถึงจะยอมรับ ว่าถึงวันต้องลาเวที

เก่งที่สุดในประเทศ

Bodyslam เล่นดนตรีเก่งไหม (ไม่เท่าไหร่นะ) พี่ก้อง Nuvo เล่นกีตาร์เก่งไหม (ไม่เท่าไหร่นะ) ใครเล่นกีตาร์เก่งที่สุดในประเทศไทย ใครเป็นสุดยอดนักดนตรีที่เชี่ยวชาญเรื่องทฤษฎีดนตรีมากที่สุดในประเทศไทย … อาจเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนอยู่ในสาขาดนตรี ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย

เขาเหล่านั้นเล่นดนตรีเก่งมาก แต่เขาเหล่านั้นไม่ดัง “จบ”

เรือประจัญบานบิสมาร์ค

เรือประจัญบานบิสมาร์คเรือที่ดีที่สุดในโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรือที่เป็นความภาคภูมิใจของเยอรมัน เรือที่ได้รับการยอมรับว่ามีการออกแบบทางวิศวกรรมที่น่าทึ่งที่สุดในยุคนั้น เรือที่ลูกเรือทุกคนเชื่อว่าไม่มีวันจม เรามาดูความอลังการของของที่ถูกใส่ลงไปในเรือลำนี้กัน
“ปืน SK C/34 ลำกล้อง 38 ซม. แปดกระบอกในป้อมปืนแฝด 4 ป้อม ป้อมปืนติดตั้งแบบซูปเปอร์ไฟร์อิ้ง (super-firing[note 3]) ป้อมปืนหน้าชื่อ “อันทอน (Anton)” และ “บรูโน (Bruno)” ป้อมหลังชื่อ “เคซาร์ (Caesar)” และ “โดรา (Dora)”อาวุธรองประกอบด้วยปืน L/55 ลำกล้อง 15 ซม. 12 กระบอก ปืน L/65 ลำกล้อง 10.5 ซม. 16 กระบอก ปืน L/83 ลำกล้อง 3.7 ซม. 16 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยาน ลำกล้อง 2 ซม. 12 กระบอก เรือบิสมาร์คยังบรรทุกเครื่องบินทุ่นลอยน้ำลาดตระเวนอาราโด อาแอร์ 196 (Arado Ar 196) โรงเก็บเครื่องบินขนาดใหญ่ และเครื่องดีดแบบหัวท้ายเหมือนกัน (double-ended catapult) [14] เกราะข้างหนา 320 มม. (13 นิ้ว) และปกคลุมโดยเกราะคู่ส่วนบนและเกราะหลักของดาดฟ้าเรือหนา 50 มม. (2.0 นิ้ว) และ 100 ถึง 120 มม. (3.9 ถึง 4.7 นิ้ว) ตามลำดับ ป้อมปืนหลักได้รับการปกป้องด้วยเกราะหนา 360 มม. (14.2 นิ้ว) บริเวณด้านหน้า และหนา 220 มม. (8.7 นิ้ว) บริเวณด้านข้าง” … Wikipedia

Continue reading

เรือหลวงฮู้ด

ข้ามมาในสงครามในน้ำกันต่อหลังจากเราได้พูดถึงเรือดำน้ำ(แบบปลอมๆ) ไปแล้วเรามาดูกันว่ารบในทะเลตอนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นอย่างไรบ้าง การรบในทะเลเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะเป็นการรบบนระนาบเปิดที่ไม่มีที่ป้องกันทางธรรมชาติช่วยปกปิดหรือพรางตาได้ดังนั้นและการรบในทะเลความได้เปรียบเรื่องตำแหน่งเรือเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะปืนบนเรือไม่เหมือนบนรถถัง ปืนบนเรือติดตามแนวยาวของเรือดังนั้นถ้าเราสามารถหันข้างเรือเข้าหาอีกฝ่ายที่กำลังแล่นเข้ามาได้ เราจะสามารถยิงปืนทุกกระบอกที่มีบนเรือเข้าหาอีกฝ่ายได้อย่างเต็มที่
เยอรมันมีเรือหลวงบิสมาร์คเป็นเรือธงของกองเรือรบ บิสมาร์คเป็นเรือรบที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลกตอนนั้นและลูกเรือทุกคนถูกฝึกอย่างหนักเพื่อให้สามารถทำการรบบนเรือลำนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรือบิสมาร์คถูกส่งออกล่ากองเรืออังกฤษครั้งแรกก็ต้องเจอกับศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดนั่นคือ เรือลาดตระเวณฮู้ด เรือที่เป็นความภาคภูมิใจของคนอังกฤษ เรือลำนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเรือที่ดีที่สุดในโลกก่อนการปล่อยลงน้ำของ บิสมาร์ค ดังนั้นการเจอกันครั้งนี้ถือเป็นการดวลกันระหว่างเรือสองลำที่ดีที่สุดในโลก

Continue reading

การค้นหาสมาชิก

Dream Theater วงดนตรีในดวงใจ จำความได้ว่ารู้จักวงนี้จากหนังสือ “สารคดี” เขียนไว้ว่าเป็นวงขวัญใจชาวอเมริกันวงใหม่และแสดงรูปปกเทปอัลบั้ม images & words ไว้และด้วยความที่ปกสวยก็เลยตั้งข้อสรุปว่าเพลงน่าจะเพราะก็เลยตัดสินใจซื้อเทปมาหนึ่งม้วน (จำไม่ได้ว่าซื้อที่พันธทิพย์หรือที่บาร์ใหม่) เปิดมาเจอเพลง pull me under … “เพลงอะไรของมึง” ปิดและเก็บเข้ากล่องทันทีทันใด
แต่หลังๆมาก็ฟังเพราะดีนะ วงที่แกนนำมีสามคนเล่นดนตรีด้วยกัน 25 ปีไม่เคยแยกจากกันเลย อยู่ด้วยกันจนรู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่อยู่มาวันหนึ่งมือกลองของวงที่เป็นแกนนำก็ตัดสินใจ ขอไปทำอย่างอื่นบ้างหลังจากอยู่ด้วยกันมาเกินครึ่งชีวิต … คนในวงไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการลาออกของเพื่อนคนนี้ ทุกคนเข้าใจแต่ปัญหาคือแล้วจะหาคนใหม่มาแทนมันยังไง คนที่เล่นดนตรีด้วยกันมานานขนาดนั้น เวลาแต่งเพลงด้วยกันแทบจะไม่ต้องเขียนโน๊ตหรือบอกอะไรแล้ว แค่หยิบๆเครื่องดนตรีขึ้นมาแล้วนัดกันสักนิดหน่อยจากนั้นก็เล่นกันได้เลย

Continue reading

ไม่เห็นต้องมีคนนำ

ดรีมเธียร์เตอร์วง ร๊อคแบบก้าวหน้าที่มีประวัติศาสตร์ เป็นวงที่ก่อตั้งปี 1985 โดยเด็กหนุ่มสามคนจาก Berklee College of Music ประกอบไปด้วย John Petrucci, John Myung และ Mike Portnoy สามคนนี้เป็นแกนหลักของวงมาตลอดไม่ว่าสมาชิกคนอื่นๆจะเปลี่ยนไปกี่คนแต่สามคนนี้ก็ยังอยู่ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น อยู่ไปอยู่มาสามคนนี้เล่นดนตรีด้วยกันรวมเป็นเวลา 25 ปี !!!! จนวงนี้เป็นวงโปรเกรสสิพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวงหนึ่ง และตอนมาที่เมืองไทยครั้งแรกผมก็ทุบกระปุกออมสินซื้อตั๋วราคา 4,000 บาทไปนั่งฟิน (เอาเมียไปด้วย พบว่าเมียไปนั่งหลับ!!!) ผมรู้สึกว่าเวลาผมไปดูคอนเสิร์ทผมไปนั่งดูตาหมอนี่ตีกลองอย่างเดียวเลย ไม่ได้ดูอย่างอื่นเท่าไหร่ ดูแล้วมันพริ้มเหลือเกิน
เพลงวงนี้เป็นเพลงที่ผมว่ามันซับซ้อนดีมากเลยคือฟังแรกๆเหมือนจังหวะมันไม่ค่อยจะลงเท่าไหร่ เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเหมือนเล่นกันแบบ อยากเล่นอะไรก็เล่นไม่เหมือนวงปกติที่เราสามารถนับจังหวะรอได้แต่วงนี้มันนับจังหวะแปลกๆคร่อมไปคร่อมมา เปลี่ยนจังหวะเร็วๆช้าทั้งเพลง แต่มันก็ ลื่นๆของมันไปได้
ความสำคัญคือวงนี้เล่นดนตรีซับซ้อนขนาดนี้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาควบคุม ทุกคนเล่นได้สอดประสาน ไหลลื่นยิ่งนักสิ่งนี้เกิดได้เพราะไอ้วงนี้มันเล่นจนหายใจเป็นจังหวะเดียวกันแล้วเวลาเล่นดนตรีมาดูกัน

Continue reading

เข้าใจคำว่า “แข่ง” ไหม

ต่อเนื่องจาก F1 เมื่อวานเรื่องพวงมาลัยมหัศจรรย์ที่ต้องพิเศษกว่าระปกติ จริงๆแล้วถ้าเราเจาะลงไปให้ลึกอีกหน่อยเราจะพบว่าพวงมาลัยนักแข่งทุกคนยังไม่เหมือนกันเลยอีกด้วยเพราะอะไร? นั่นสิเพราะอะไร แล้วทำไมพวงมาลัยพวกเราเหมือนกันจังเป็นกลมๆหมุนได้อย่างเดียว นั่งคิออยู่นานก็ได้เหตุผลของตัวเองขึ้นมาได้ว่ารถ F1 นี่เขาสร้างมาเพื่อ “การแข่งขัน” ใช่จริงๆมันสร้างมาเพื่อการแข่งขันดังนั้นของแบบนี้ต้องถูกปรับให้เข้ากับจริตของทีมให้มากที่สุดเช่นสรีระและการตอบสนองของนักแข่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สิ่งที่ต้องตามหาคือเราจะทำยังไงให้นักขับของเราสามารถใช้พวงมาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำให้มันเหมาะกับนักแข่งแต่ละคน

Continue reading

ใช้จนรู้สึกเอาได้

ไม่รู้อะไรดลใจให้นั่งดู F1 รถ F1 เป็นความสุดขั้วในด้านความเร็วและเทคโนโลยี ผมนั่งคิดในใจว่า F1 มันยานยนต์ที่เต็มไปด้วยพลังขนาดนี้มันต้องเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากมากเลยแน่ๆ แล้วนักขับแต่ละคนควบคุมรถของตัวเองยังไงคิดภาพไม่ออกเพราะรถที่ขับด้วยความเร็วเฉลี่ย 200 km/h มันต้องไม่ใช้วิธีการควบคุมแบบรถที่วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 40km/h แบบที่เราเห็นๆกันในท้องถนน กทม แน่นอนและหลังจากนั่งหาใน youtube ก็พบว่านี่คือพวงมาลัย … ไม่ใช่สิศัพท์ที่ใช้เรียกอุปกรณ์นี้ก็ต่างกันเพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่กำหนดทิศทางของรถให้ไปซ้ายหรือขวาแต่มันทำมากกว่านั้น เรามาดูกันว่าไอ้อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่อะไรได้บ้าง

Continue reading

Clark Quay

การอ่านออกเสียงเป็นเรื่องสนุกและสนุกมากเมื่ออ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย เรื่องเสวนานี้เกิดขึ้นระหว่างที่ Geeky จากเมืองไทย หก เจ็ดคนเดินทางมาสิงคโปร์เพื่อเข้าชมงาน Agile Singapore 2013…บทสนทนาเริ่มจากเราเดินไปดูห้องจัดงานที่ Marina Bay Sand ด้วยกันและระหว่างเดินกลับเราก็คุยกันเรื่องชื่อสถานที่ต่างๆในสิงคโปร์
ระหว่างสนทนา แอร์หมี ก็โพล่งขึ้นมาว่า หนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจมากเรื่องการอ่านออกเสียงคือสถานที่ที่มีนามว่า Clark “Quay” ให้เวลาสามวินาทีตอบจากไขสันหลังว่าไอ้ “Quay” เนี่ยมันอ่านออกเสียงว่าอะไร ==“ ผมสังหรณ์ใจว่า 99.99% ของคนไทยต้องอ่านออกเสียงเป็นคำคำเดียวกับที่ผมคิดแน่นอน เพราะมันชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนั้น พวกเราก็เฮฮากันห้างแทบแตกตามประสาชาวสยามประเทศและโดยเฉพาะกลุ่มนี้
ระหว่างนั้น ดีน สุดหล่อของผมก็เล่าเรื่องที่น่าสนใจให้ฟังว่า พี่รู้ไหมว่าจริงๆแล้ว (หล่อมากจะหล่อไปไหน) คนไทยเราแต่โบราณนานมาเรานิยามใช้ตัว “ย” แทน “J” มาเสมอเช่น
JAM = แยม
JEAN = ยีน
JAZZ = แยส
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูดีมาก จนกระทั่งฝรั่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “JET” plane