Unforgettable Norway Part 7: Oh Oslo my Lovely Oslo

มาถึงตอนที่เจ็ดตอนที่ The Fellowship เดินทางมาถึงกรุง Oslo อันเป็นเป้าหมายของเราที่ที่เราตั้งใจมาประชุมแต่เค้า “ยกเลิก” เพราะภูเขาไฟระเบิดและเราก็ยังไม่มีตั๋วกลับบ้านไปอย่างน้อยอีกห้าวันแล้วเราจะทำอะไรดี “เราก็ต้องทำงานสิ อย่างน้อยเค้าส่งมาแล้วเราต้องทำประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ดังนั้นครั้งมีจึงเป็นการผสมระหว่างการดูงานและการรายงานความเป็นไปให้ทีมที่สำนักงานใหญ่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เข้ากับสำนวน “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” ดังนั้นชีวิตของเราอีกห้าวันที่ Oslo คือการตื่นไปทำงาน 8:30 กลับบ้าน 16:30
ผลของการทำงานทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเล่นอะไรมากใน Oslo ส่วนใหญ่เลยไปตามสถานที่โ่ด่งดังต่างๆและต้องไป Dinner กับทีมงาน โดยรวมเมือง Oslo เป็นเมืองที่ดูสวยงามเป็นระเบียบครับ บางครั้งดูเงียบเกินไปสำหรับคนกรุงเทพอย่างเราและอีกอย่างที่น่าสนใจคือเมืองนี้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกทุกอย่างแพงมหาโหดเช่น อาหารเย็นวันแรกที่เราไปซัดกันเพื่อฉลองการมาถึง Oslo ราคาสำหรับสี่คนของมื้อนั้นก็ร่วมๆหมื่น  ไม่ได้โชว์รวยนะครับเพราะมันแพงจริงๆ คือการออกมากินข้าวนอกบ้านที่เมืองนี้เหมือนเอาเงินมาละลายน้ำเล่นเพื่อซื้อบรรยากาศเสียมากกว่าเพราะที่นี่วิวสวยโดยเฉพาะบริเวณท่าเรือและมีเรื่องแปลกอีกอย่างที่น่าสนใจคือทั้งที่อากาศหนาวจะตายกันอยู่แล้ว สาวๆประเทศนี้ชอบใส่กระโปรงสั้นและสวมถุงน่องบางๆเดิน ผมละไม่เข้าใจ
อีกเรื่องที่ผมชอบประเทศนี้คือคนที่ Norway นิยมกิจกรรมกลางแจ้งมากๆครับมีกิจกรรมให้ทำทุกฤดูเช่นตอนที่ผมไปเิริ่ม Spring เราจะเริ่มเห็นคนปั่นจักรยานเยอะมาก ไม่ใช่ปั่นเล่นๆนะครับเค้าปั่นไปทำงานกันเช่นจากในเมืองไปที่ออฟฟิศผมก็ประมาณ 15 โลคนก็ปั่นกันไปเยอะมาก รวมถึง CEO ของ Telenor เองก็ปั่นจักรยานมาทำงานครับ ผมละซึ้งและจากการสอบถามเพื่อนร่วมงานพบว่าที่ Norway มันเป็น Trend ครับที่ผู้บริหารนอกจากจะต้องทำงานเก่งแล้วยังต้องดูฟิตตลอดเวลาด้วย เพื่อนผมเปิดหนังสือพิมพ์ให้ดูเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับธุรกิจนะครับแต่มี Section ใหญ่ๆเลยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกกำลังกาย คือเรียกได้ว่า “เรามาแข่งกันฟิต” ทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้เมืองนีก็มีบริการจักรยานคนเมืองด้วยครับ เป็นจักรยานง่ายๆเอาไว้ปั่นในเมืองสำหรับคนที่ไม่ต้องการรอรถเมล์หรือไปตามซอกซอยที่รถไปไม่ถึง โดยคน Oslo มาสามารถซื้อตั๋วปีได้ในราคาปีละ 800 บาท และที่เหนือชั้นกว่านั้นเค้าเตรียม iPhone Application ไว้ให้เราด้วยครับ เอาไว้ให้เราตรวจสอบว่าจุดที่ใกล้ที่สุดที่เราจะไปเอาจักรยานได้อยู่ที่ไหนและนอกจากนี้จุดที่เราสามารถเอาจักรยานไปคืนได้ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน ผมละอยากกราบ _/_

Unforgettable Norway Part 6: Kvam to OSLO

ถึงตอนที่หกของสี่หนุ่มแห่ง Fellowship of the Road เราเข้าใกล้มอร์ดอร์มากแล้วอีกเพียงนิดเดียวเราก็จะไปถึง 🙂 เราพักแรมระหว่างการเดินทางที่ Kvam รุ่งเช้าก็ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติคือตื่นนอน อาบน้ำ เล่น Facebook!!!! กินข้าวเช้าแต่สิ่งที่แปลกไปจากวันอื่นๆคือก่อนจะคืนกุญแจ ผมพบว่าสาวๆหนุ่มๆนอร์เวย์หน้าตาดีมากๆๆๆๆๆ คือไม่รู้ว่าเราไม่รู้ว่าหน้าตาดีของนอร์เวย์เป็นยังไงหรือป่าวเหมือนฝรั่งที่ไม่รู้ว่าหน้าตาดีประเทศเราเป็นยัังไง ระหว่างทางไปคืนกุญแจก็พบพนักงานสาวคนนึงกำลังขัดห้องน้ำอยู่ไอ้เราก็ไม่รู้จะคืนกุญแจยังไงก็เลยไปถามเค้า พอเงยหน้ามาโอ้โหแม่เจ้าน่ารักกกกกกกกกกกก เค้าก็ตอบมาว่า “ก็เอาไปวางไว้ตรงเคาท์เตอร์แหละ” ไอ้ผมก็อยากจะแกล้งโง่ถามต่อว่า “เคาท์เตอร์อยู่ไหน” แต่ไม่ทันทะลึ่ง ขอบคุณแล้วเดินไปเฉย แต่อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เป็นการเสียชื่อเราต้องไปขอถ่ายรูปกันน้องขัดห้องน้ำให้ได้ ว่าแล้วขากลับออกมาก็เลยเดินโทงๆเข้าไปในห้องนำหญิงแ้ล้วก็ไปขอน้องเค้าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกให้กับหนุ่มๆไทย ซะหน่อยก่อนหน้านี้ผมโพสท์วิวทิวเขาร่มไม้อะไร ก็เงียบนะใน Facebook แต่พอโพสท์สาวนอร์เวย์ขึ้นไปนี่เมนท์กันถล่มทะลายนี่ขนาดสาวบ้านนอกนะแล้วสาวในเมืองจะเป็นไงเนี่ย ==”
กลับมาสู่การเดินทางของเราทีเด็ดของเราวันนี้คือ Lillehammer ครับเมืองนี้มีดีตรงไหนล่ะ มีดีสิครับเป็นเมืองที่เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคหน้าหนาวครั้งที่ XVII ครับโดยการจัดการแข่งขันครั้งนี่มีเรื่องน่าสนใจอยู่หลายเรื่องมากครับเช่นการจัดครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการแยกปีกันอย่างชัดเจนระหว่างการจัดโอลิมปิคหน้าหนาวกับโอลิมปิคหน้าร้อน โอลิมปิกครั้งนี้ได้รับการบันทึกว่ามีผู้ชมมากที่สุดในฝั่งอเมริกาเพราะอะไรเพราะเรื่องดราม่าในวงการ skate น้ำแข็งอมเริกานั่นเองโดยที่ อดีตสามีของ Tonya Hardingจ้าง Shane Stant เพื่อทำร้ายนักกีฬาคู่แข่งอย่าง Nancy Kerrigan เพื่อให้เธอไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่ไม่น่าเชื่อที่ทั้งคู่ได้รับคดเลือกเป็นตัวแทนอเมริกาไปแข่งโอลิมปิก ==” ดังนั้นเมื่อมีดราม่าที่นั่นมีคนอยากดูและสำหรับเทปการแข่งครั้งนั้นถือเป็นหนึ่งในตำนานเรื่องของจำนวนคนดู โดยผลการแข่งขันครั้งนั้น Tonya Harding ได้อันดับที่แปดส่วน Nancy Kerrigan ได้อันดับที่สองโดยแพ้คนที่ชนะด้วยคะแนนที่เฉียดมากๆคือ 5-4 อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นในเมืองที่มีขนาดเล็กมากในตอนนั้นมีประชากรที่เมืองอยู่ 25,000 คนโอวอำเภอบ้านผมยังใหญ่กว่าเลย _/_

Continue reading

Unforgettable Norway Part 5: Steinkjer to Kvam

คืนที่พักที่ Steinkjer เป็นคืนที่หลับสบายที่สุดนอกจากนี้ทุกอย่างที่โรงแรมนี้ยังสมบูรณ์พร้อมทำให้ชาวคณะ update ข่าวสารกันถ้วนหน้าไม่ยอมหลับยอมนอนกว่าจะนอนก็ดึกพอสมควรทำให้ช่วงเช้าตื่นค่อนข้างสายตื่นมาเราชาวคณะก็เล่นอินเทอร์เน็ทกันจนหัวหนัาต้องสั่งว่าเราจะออกเดินทางกัน 9:30 นะไม่งั้นคงจะได้นอนที่นี่อีกคืน อีกอย่างที่น่าสนใจคือเจ้าหน้าที่ของโรงแรมเท่าที่เห็นตั้งแต่ก่อนเข้าพักจนทานอาหารเช้ามีคนเดียวครับ ==” ผมก็เดากันไปว่าเค้าจ้างคนเดียวแพงๆเลยแล้วทำมันทุกอย่างใช้ทรัพยากรณ์มนุษย์ให้คุ้มและวันนี้เป็นวันแรกที่เราไม่ต้องต้มน้ำชงโจ๊กคัพกินเอง เราได้กินอาหารเช้าแบบ “ยุโร๊ป ยุโรป” อ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วมันต่างกับอาหารเช้าตามโรงแรมบ้านเรายังไง “มันก็ไม่ต่างไง แต่ได้กินในยุโรป” แต่ที่ต่างจากที่ผมเคยกินที่สยามประเทศคือขนมปังที่นี่อลังการล้านแปดมากครับมีให้เลือกเป็นกระบุง กลมๆ แบนๆ ยาวๆ รีๆ และอีกอย่างคือไม่มีขนมปังแป้งขาวๆให้กินครับที่นั่นกินกันผสมธัญพืชกันหมด จ้องมองแล้วนึกว่าตัวเองเป็นไก่ กุ๊กๆ เพราะมีเม็ดข้าวอะไรเต็มไปหมดก็ถือว่าดีต่อสุขภาพครับ
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วก็เก็บของ ออกเดินทางล่องใต้โดยที่จุดหมายหลักของวันนี้คือเมือง Trondheim เมืองนี้เป็นเมืองหลักของนอร์เวย์ในเรื่องการศึกษาโดยที่แต่เดืมเมืองนี้มีชื่อว่า Nidaros เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศนี้จนกระทั่งปี 1217 ก็ย้ายไปที่ Bergen และ Oslo ตามลำดับ อย่างไรก็ตามปัจจุบันเมืองนี้ยังคงความสำคัญทางพิธีการบางอย่างโดยที่เป็นเมืองที่ใช้ในการสถาปนาพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของนอร์เวย์ นอกจากนี้เมืองนี้ยังเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาของนอร์เวย์ด้วยโดยก่อนปี 1537 นอร์เวย์อยู่ภายใต้การปกครองของนิกาย Roman Catholic โดยมีตำแหน่งเป็น Archdiocese of Nidaros ที่ขยายความได้ดังนี้ “The Catholic archdiocese of Nidaros was the metropolitan see covering Norway in the later Middle Ages”. แต่ภายหลังปี 1537 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งหใญ่คือมีการเปลี่ยนจากนิกาย Roman Catholic ไปเป็น Lutheran Protestantism ระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้มีเรื่องราวการขับไล่ Archbishop องค์สุดท้ายของเมือง Olav Engelbrektsson ให้หนีไปเนเธอร์แลนด์เป็นเรื่องราวที่โด่งดังมากในเชิงศาสนาครับ
ส่วนสำคัญอีกเรื่องของเมืองนี้คือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่อง Technology เป็นที่ตั้งของ the Norwegian University of Science and Technology (NTNU) และ SINTEF (The Foundation for Scientific and Industrial Research) ผลงานชิ้นเอกของเมืองนี้คือสร้างนักเรียนที่ได้รับรางวัลโนเบลสองท่านคือ

  • Ivar Giaever – จบการศึกษาปี (1952), Nobel Prize in Physics 1973
    Lars Onsager – จบการศึกษาปี (1925), Nobel Prize in Chemistry 1968
  • Continue reading

    Unforgettable Norway Part 4: Saltstraumen to Steinkjer

    การเดินทางจาก Tromso-Oslo ของสี่หนุ่มมาถึงวันที่สองแต่ก่อนจะเริ่มเดินทางวันนี้ผมมีเรื่องต้องอ่านเพิ่มเติมหน่อยเนื่องจากสงสัยต่อเนื่องมาจากวันก่อนคือระหว่างที่เราเดินทางผ่านเมือง Navik เราจะเห็นป้ายบอกสถานที่น่าท่องเที่ยวที่เขียนว่า The Battle Of Navik ประมาณสามถึงสี่จุดและทีมเราเองก็แวะพักหนึ่งจุดริมทะเลระหว่างทาง ในขณะที่คนอื่นกำลังเพลิดเพลินกับการเก็บภาพผมก็ไปยืนอ่านป้ายก็ได้ความว่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เยอร์มันเคยยกทัพมาบุกเมืองนี้และรบกันอย่างดุเดือดเสียหายไปทั้งสองฝ่ายแต่คำถามคือเยอรมันมาบุกเมืองบ้านนอกอย่างนี้ทำไม?
    Google ช่วยได้และก็พบคำตอบใน Wiki พบว่าเมืองนี้เป็นเมืองทางยุทธศาสตร์เนื่องจากในระหว่างสงครามเยอรมันต้องพึ่งพาวัตถุดิบเช่นสินแร่เหล็กจากเหมืองแร่ในสวีเดนซึ่งปกติสามารถขนส่งทางเรือผ่านทาง Gulf of Bothnia ได้แต่อย่างไรก็ตามในฤดูหนาวเส้นทางขนส่งนี้จะใช้ไม่ได้เพราะพื้นทะเลจะกลายเป็นน้ำแข็งดังนั้นเยอรมันจำเป็นจะต้องหาทางเลือกอื่น เส้นทางที่เยอรมันหมายปองจะได้คือเมืองท่าในนอร์เวย์ชื่อ Navik เนื่องด้วยเหตุผลสำคัญคือเมืองนี้เป็นเมืองที่มีเา้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับเหมืองแร่ในสวีเดนและทะเลที่ Navik สามารถใช้ขนส่งได้ในช่วงฤดูหนาว “Perfect” นี่ไงเยอรมันจึงส่งเรือพิฆาตมาที่เมืองนี้ 10 ลำถล่มกองเรือชายฝั่งของนอร์เวย์ซะเละราบเป็นหน้ากลอง, ถึงตรงนี้ก็เข้าใจแล้ว 🙂

    กลับมาที่ Camp Site หลังจากตื่นนอนแบบสายๆเราก็อาบน้ำอาบท่า เก็บของและที่สำคัญต้องเก็บ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่ม ไปคืนที่สำนักงานด้วยและต้องทำความสะอาดที่พักให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้เพราะบริการที่พักแบบ camp site มักจะไม่มีคนทำความสะอาดเนื่องจากที่พักราคาถูกดังนั้นคนที่พักจึงต้องรับผิดชอบกันไปว่าก่อนเข้าและก่อนออกห้องจะต้องหน้าตาเหมือนเดิมความสะอาดเท่าเดิม แนวคิดนี้ดีมากมาย
    เอาผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่มไปคืน ก็ต้องโดดอลังการหิมะเนียนวอลโว่นี่จอดกันหมกหิมะแบบนี้เป็นระยะเพื่อไปเล่นสกีครอสคันทรี่
    Continue reading

    Unforgettable Norway Part 3: Tromso to Saltstraumen

    ช่วงที่สองของการท่องเที่ยวหลังจากได้รับ SMS แจ้งข่าวว่า ภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์ แล้วแรกๆเราก็คิดบวกว่าเดี๋ยวมันคงจะดีเองเนอะวันนี้เราเที่ยวกันไปก่อนและแล้วเราก็เที่ยวชม Fjord กันอย่างหนำใจข้ามนั่งเรือเฟอร์รี่เฮฮาปิคนิคกันเพลิดเพลิน
    อาหารกลางวันบนเรือเฟอร์รี่ แซนด์วิช แกงเผ็ดทูน่า กับ มะเขือเทศโดดท้ายเรือออกเดินทาง กรุงเทพคุนหมิง ไม่ช่ายยยย Tromso-Oslo
    หลังจากนั้นเราก็กลับมาที่พักข่าวสารก็เพิ่มทะยอยหลั่งไหลเข้ามาว่าตอนนี้ในยุโรปเริ่มปิดกันไปหมดแล้ว เอาละซิเราจะทำยังไงดี รถที่เช่าไว้ก็จะต้องคืนพรุ่งนี้ ที่พัก็ต้องคืน กลับ Oslo ก็ไม่ได้ง่ายๆเพราะที่ Tromso ไม่มีรถไฟต้องนั่งรถบัส
    ไปอีกวันนึงลงไปที่ Bodo เพื่อไปขึ้นรถไฟแล้วรถไฟจะมีไหมเพราะทุกคนตกเครื่องหมด เอาไงดี เอาไงดี ยังคิดไม่ออก
    ก่อนอื่นมารู้จ้กก่อนว่าไอ้ภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์มันยิ่งใหญ่ขนาดไหนให้ดูจากภาพปลากรอบที่เอามาจาก BBC
    เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ยังประทุอยู่(ประเทศเพิ่งสงบแต่ยังไม่ฟื้นจากพิษเศรษฐกิจ) เนื่องจากตั้งอยู่บนรอยเลื่อนขนาดใหญ่ ลูกที่เพิ่งระเบิดไปชื่อ Eyjafjallajokull โดยลูกนี้ตามข้อมูล ระเบิดไปครั้งสุดท้ายเมื่อ 200 ปีที่แล้วการระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้การบินในยุโรปต้องหยุดชะงักไปกว่าค่อนทวีปเนื่องมาจาก ฝุ่นผงที่พวยพุ่งออกมาจากภูเขาไฟลูกนี้จะลอยขึ้นสูงประมาณ 35,000-40,000 ซึ่งเป็นระดับความสูงที่เครื่องบินต้องบินผ่าน จากการศึกษาพบว่าฝุ่นเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับเครื่องบินไอพ่นโดยมันจะเข้าไปอุดตันระบบส่งอากาศที่จะใช้ในการสันดาปทำให้ “เครื่องดับ” นอกจากนี้ฝุ่นอาจไปเกาะที่ส่วนต่างของเครื่องไม่ว่าจะเป็น ปีก กระจก ลำตัวเครื่อง อาจส่งผลต่ออากาศพลศาสตร์ของเครื่องได้ และเนื่องจากฝุ่นนี้ลอยสูงมากทำให้มันกระจายตัวออกไปไกลได้ทั่วยุโรป ดังนั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหต สายการบินต่างๆในยุโรป เกือบทั้งหมดจึงสั่งหยุดเที่ยวบินจนกว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนี่ถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรง ที่ส่งผลกระทบกับยุโรป ครั้งล่าสุดต่อจากสงครามโลกครั้งที่สอง ==” แม่บอกว่า “โชคดีจริงๆนะลูกปีชาติไม่เคยไปไหน ไปทีก็โชคดีเลยนะลูก” _/_
    ValcanoAsh.jpg
    Continue reading

    Unforgettable Norway Part 2: The Journey to Tromso

    ต่อจากภาคที่แล้ววันเดินทางก็ให้ป้าข้างบ้านขับรถไปส่งพร้อมทั้งลูกและเมีย จริงๆอยากพาลูกไปเล่นลิฟท์แก้วที่สนามบินแต่เนื่องจากที่จอดรถเต็มมากมาย สงสัยว่าจะหนีร้อนไปเที่ยวเย็นกันเยอะไอ้ณมนเลยอดเล่นเลยเพราะทำได้แค่จอดหน้าทางเข้าแล้วก็กระโดดลงรถไปเข้าสนามบิน “สุวรรณภูมิ”
    ถึงสนามบินก็โชว์โง่อีกเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยบิน Business Class (Royal Silk) เลยไม่รู้ว่ามัน Check In ตรงไหนก็เลยเดินไปที่ๆคุ้นเลยคือปลายอีกด้านแถวๆ Gate H ประมาณนั้นกำลังจะเดินเข้าพนักงานที่ตรวจเอกสารก็ไล่กลับไปที่ Gate A โน่นนนนนนนน “เวรรรรแท้ๆไกลโคตร” คนก็เยอะยังกะบินฟรีต้องเดินย้อนไปอีก ไปถึงก็รอหัวหน้าแล้วก็ Check In ด้วยกันและทราบว่าสำหรับ Business Class จะมี Lounge พิเศษให้นั่งรอเที่ยวบินหลังจากผ่าน Immigration แล้วเข้าไปที่ Lounge โอ้โหคนเยอะมากมายประเทศนี้มันรวยกันขนาดนี้เลยหรือนั่ง Business Class กันให้เยอะแยะไปหมดแต่มารู้ภายหลังว่าจริงๆแล้วการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตระดับสูงเช่น “โคตรพ่อ Platinum” ทั้งหลายก็มีสิทธิ์เข้ามาใช้ Lounge นี้ได้เช่นกัน
    อาหารการกินและที่นั่งภายใน Lounge ก็ดีเหลือหลายมีพร้อมทุกอย่างตั้งแต่อาหารหนักถึงอาหารเบา ใจอยากจะกินไปหมดทุกอย่างแต่หัวหน้าเบรคไว้ว่า เดี๋ยวต้องขึ้นไปกิน Dinner บนเครื่องอีกรอบให้เตรียมพื้นที่ในท้องไว้ให้ดีและยังมีของมึนเมาให้อีกเยอะ ผมเลยต้องกินแต่ใส้กรอกพอประมาณเพราะหวังว่าจะไปอร่อยบนเครื่องต่อ นอกจากนี้ข้างในยังมี ปลั๊กไฟและอินเทอร์เน็ทให้ใช้อย่างเพียบพร้อม ไอ้เราสี่คนเลยนั่งกันเพลิน หันมาอีกทีคนไทยหายหมด!! หลังจากทางสนามบินประกาสให้ผู้โดยสารที่จะไปเกาหลีขึ้นเครื่อง โอวที่แท้เค้าก็ไปเที่ยวแดนกิมจิกันนี่เองเท่าที่ผมรู้คนที่ผมรู้จักอย่างน้อยห้าคนไปเที่ยวเกาหลีช่วงสงกรานต์เนื่องจากบ้านเรามันแดงเอ้ยยยย ร้อนเหลือเกินทนไม่ได้ขอไปพักหน่อย
    ได้เวลาขึ้นเครื่องไม่มีอะไรมากเดินไกลโพดดดดดด ไปถึงก็ไม่ต้องรอนานได้ขึ้นเครื่องก่อนเพราะอภิสิทธิ์เยอะเหอๆๆๆ นั่งปุ๊ปก็มีน้ำผลไม้ดื่มทันที ที่นั่งก็กว้างดีครับเหมือนเป็นแคปซูลเบาะปรับเป็นท่านานเกือบราบได้เลย มีทีวีให้ดู มีเพลงให้ฟัง มีเกมส์ให้เล่น มีเหล้าให้กิน ว๊ากกกกก หวังไว้ในใจว่าจะนอนสบายเพราะบินนาน 11 ชั่วโมง หลังเครื่องออกก็ได้เวลาอาหารเค้าจะมีเมนูให้เราเลือกว่าเราจะซัด main course เป็นอะไรมีให้เลือกสองอย่างและแอร์ที่เคยสาว ก็แนะนำให้กินอาหารไทยไว้เลยเพราะอาหารไทยที่ Oslo แพงนรกและต้องไปอยู่กันนานหลายวันด้วยกินตุนไว้ก่อนจะดี ผมก็เลยเลือกอาหารไทย อาหารที่เสิร์ฟก็ดูดีอร่อย ตัดมาเลยกินอิ่มแล้วก็ซัดไวน์เนียนจนเค้าเริ่มปิดไฟไล่ไปนอน เราก็ปรับเอนนอนหวังว่าจะหลับแต่ “ตาค้าง 11 ชั่วโมง” จนถึง Oslo โฮกกกกกกกกกก ที่นั่ง Economy นี่หลับได้หลับดีแต่เมื่อยพอได้นั่ง Business ทะลึ่งนอนไม่หลับ “หนูไม่เข้าใจ” Continue reading

    Unforgettable Norway Part1-The Plan

    “รูฟประชุมที่นอร์เวย์เที่ยวนี้คุณไปกับผมนะ” เสียงสวรรค์จากหัวหน้าบอกกล่าวให้เตรียมตัวไปประชุมประจำปีที่สำนักงานใหญ่ของ Telenor ที่ Oslo เป็นเวลาสี่วันแต่ที่สนุกกว่านั้นคือช่วงที่เราจะไปกันมันเป็นสัปดาห์หลังสงกรานต์พอดี๊พอดีทำให้เราสามารถยึดสงกรานต์ไว้สำหรับการท่องเที่ยวดูงานก่อนเข้าประชุมจริงได้และหลังจากได้รายชื่อผู้ร่วมทริปแล้วก็มีคนตกลงปลงใจไปกับเราทั้งหมดสี่คน
    ก่อนเดินทางไปตั้งใจว่าไปรอบนี้ต้องเอาให้คุ้มเพราะไปหลายวันมากเลยช่วยหัวหน้าวางแผนเดินทางคร่าวๆในส่วนของการท่องยุโรปโดยที่เราจะบินไป Oslo ก่อนหลังจากนั้นต่อเครื่องไป Tromso (เกือบเหนือสุดของ Norway ประมาณ 67-68 องศาเหนือ) เพื่อไปลุ้นดูแสงเหนือเป็นเวลาสองวันจากนั้นเราจะมุ่งใต้บินกลับ Oslo แล้วจับเครื่องต่อไปเยอรนันไปลงที่ Frankfurt จากนั้นเช่ารถและออกเดินทางขึ้นไปทางตะวันตกสู่ Bonn ไปดูบ้านบีโธเฟ่นแล้วขึ้นไป Cologne ไปชมเมืองเก่าแก่เมืองและแวะนอนที่นั่นในคืนแรกวันที่สองเราจะเดินทางผ่าน Düsseldorf และทะลุเข้าสู่เนเธอร์แลนด์เพื่อไปพักที่ Amsterdam โดยความหวังสูงสุดของการเที่ยวเนเธอร์แลนด์คือการเที่ยวงานเทศกาลดอกไม้ประจำปีเหมือนงานพืชสวนโลกประมาณนั้นครับดูจากรูปแล้วสวยมาก “ฝันหวาน”
    ตัดมาก่อนวันเดินทางก็เก็บของตามปกติแต่แบ่งออกเป็นสองส่วนคือกระเป๋าสำหรับทำงานกับกระเป๋าเล็กสำหรับเที่ยวในช่วงแรกเนื่องจากตามแผนน่าจะฝากของที่สนามบินแล้วเอาไปเฉพาะที่จำเป็นไปเที่ยวและที่ขาดไม่ได้คือเสื้อกันหนาวเนื่องจากช่วงที่ไปเป็น Spring ของที่โน่นแต่ Spring ที่โน่นคือ -4 ถึง 2 องศาซึ่งผมก็แปลกใจว่ามัน Spring ตรงไหนวะ เสื้อกันหนาวต้องขอบคุูณ @boyone ที่ให้ยืมเสื้อเล่น Snow Board ไปมันมีประโยชน์กับชีวิตผมที่นั่นมากรวมทั้งกางเกงด้วยและด้วยเสื้อและกางเกงชุดนี้ทำให้กระเป๋าผมเต็มพอดีมาตรฐานเลยแป๊ะๆ
    คืนก่อนเดินทางก็ยังทบทวนแผนและเส้นทางในยุโรปอย่างมั่นใจว่าทริปนี้สนุกแน่นอน และ จริงอย่างว่ามันสนุกจริงๆครับต่อภาคสอง