Unforgettable Norway Part 4: Saltstraumen to Steinkjer

การเดินทางจาก Tromso-Oslo ของสี่หนุ่มมาถึงวันที่สองแต่ก่อนจะเริ่มเดินทางวันนี้ผมมีเรื่องต้องอ่านเพิ่มเติมหน่อยเนื่องจากสงสัยต่อเนื่องมาจากวันก่อนคือระหว่างที่เราเดินทางผ่านเมือง Navik เราจะเห็นป้ายบอกสถานที่น่าท่องเที่ยวที่เขียนว่า The Battle Of Navik ประมาณสามถึงสี่จุดและทีมเราเองก็แวะพักหนึ่งจุดริมทะเลระหว่างทาง ในขณะที่คนอื่นกำลังเพลิดเพลินกับการเก็บภาพผมก็ไปยืนอ่านป้ายก็ได้ความว่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เยอร์มันเคยยกทัพมาบุกเมืองนี้และรบกันอย่างดุเดือดเสียหายไปทั้งสองฝ่ายแต่คำถามคือเยอรมันมาบุกเมืองบ้านนอกอย่างนี้ทำไม?
Google ช่วยได้และก็พบคำตอบใน Wiki พบว่าเมืองนี้เป็นเมืองทางยุทธศาสตร์เนื่องจากในระหว่างสงครามเยอรมันต้องพึ่งพาวัตถุดิบเช่นสินแร่เหล็กจากเหมืองแร่ในสวีเดนซึ่งปกติสามารถขนส่งทางเรือผ่านทาง Gulf of Bothnia ได้แต่อย่างไรก็ตามในฤดูหนาวเส้นทางขนส่งนี้จะใช้ไม่ได้เพราะพื้นทะเลจะกลายเป็นน้ำแข็งดังนั้นเยอรมันจำเป็นจะต้องหาทางเลือกอื่น เส้นทางที่เยอรมันหมายปองจะได้คือเมืองท่าในนอร์เวย์ชื่อ Navik เนื่องด้วยเหตุผลสำคัญคือเมืองนี้เป็นเมืองที่มีเา้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับเหมืองแร่ในสวีเดนและทะเลที่ Navik สามารถใช้ขนส่งได้ในช่วงฤดูหนาว “Perfect” นี่ไงเยอรมันจึงส่งเรือพิฆาตมาที่เมืองนี้ 10 ลำถล่มกองเรือชายฝั่งของนอร์เวย์ซะเละราบเป็นหน้ากลอง, ถึงตรงนี้ก็เข้าใจแล้ว 🙂

กลับมาที่ Camp Site หลังจากตื่นนอนแบบสายๆเราก็อาบน้ำอาบท่า เก็บของและที่สำคัญต้องเก็บ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่ม ไปคืนที่สำนักงานด้วยและต้องทำความสะอาดที่พักให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้เพราะบริการที่พักแบบ camp site มักจะไม่มีคนทำความสะอาดเนื่องจากที่พักราคาถูกดังนั้นคนที่พักจึงต้องรับผิดชอบกันไปว่าก่อนเข้าและก่อนออกห้องจะต้องหน้าตาเหมือนเดิมความสะอาดเท่าเดิม แนวคิดนี้ดีมากมาย
เอาผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่มไปคืน ก็ต้องโดดอลังการหิมะเนียนวอลโว่นี่จอดกันหมกหิมะแบบนี้เป็นระยะเพื่อไปเล่นสกีครอสคันทรี่
Continue reading

Unforgettable Norway Part 3: Tromso to Saltstraumen

ช่วงที่สองของการท่องเที่ยวหลังจากได้รับ SMS แจ้งข่าวว่า ภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์ แล้วแรกๆเราก็คิดบวกว่าเดี๋ยวมันคงจะดีเองเนอะวันนี้เราเที่ยวกันไปก่อนและแล้วเราก็เที่ยวชม Fjord กันอย่างหนำใจข้ามนั่งเรือเฟอร์รี่เฮฮาปิคนิคกันเพลิดเพลิน
อาหารกลางวันบนเรือเฟอร์รี่ แซนด์วิช แกงเผ็ดทูน่า กับ มะเขือเทศโดดท้ายเรือออกเดินทาง กรุงเทพคุนหมิง ไม่ช่ายยยย Tromso-Oslo
หลังจากนั้นเราก็กลับมาที่พักข่าวสารก็เพิ่มทะยอยหลั่งไหลเข้ามาว่าตอนนี้ในยุโรปเริ่มปิดกันไปหมดแล้ว เอาละซิเราจะทำยังไงดี รถที่เช่าไว้ก็จะต้องคืนพรุ่งนี้ ที่พัก็ต้องคืน กลับ Oslo ก็ไม่ได้ง่ายๆเพราะที่ Tromso ไม่มีรถไฟต้องนั่งรถบัส
ไปอีกวันนึงลงไปที่ Bodo เพื่อไปขึ้นรถไฟแล้วรถไฟจะมีไหมเพราะทุกคนตกเครื่องหมด เอาไงดี เอาไงดี ยังคิดไม่ออก
ก่อนอื่นมารู้จ้กก่อนว่าไอ้ภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์มันยิ่งใหญ่ขนาดไหนให้ดูจากภาพปลากรอบที่เอามาจาก BBC
เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยภูเขาไฟที่ยังประทุอยู่(ประเทศเพิ่งสงบแต่ยังไม่ฟื้นจากพิษเศรษฐกิจ) เนื่องจากตั้งอยู่บนรอยเลื่อนขนาดใหญ่ ลูกที่เพิ่งระเบิดไปชื่อ Eyjafjallajokull โดยลูกนี้ตามข้อมูล ระเบิดไปครั้งสุดท้ายเมื่อ 200 ปีที่แล้วการระเบิดครั้งนี้ส่งผลให้การบินในยุโรปต้องหยุดชะงักไปกว่าค่อนทวีปเนื่องมาจาก ฝุ่นผงที่พวยพุ่งออกมาจากภูเขาไฟลูกนี้จะลอยขึ้นสูงประมาณ 35,000-40,000 ซึ่งเป็นระดับความสูงที่เครื่องบินต้องบินผ่าน จากการศึกษาพบว่าฝุ่นเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับเครื่องบินไอพ่นโดยมันจะเข้าไปอุดตันระบบส่งอากาศที่จะใช้ในการสันดาปทำให้ “เครื่องดับ” นอกจากนี้ฝุ่นอาจไปเกาะที่ส่วนต่างของเครื่องไม่ว่าจะเป็น ปีก กระจก ลำตัวเครื่อง อาจส่งผลต่ออากาศพลศาสตร์ของเครื่องได้ และเนื่องจากฝุ่นนี้ลอยสูงมากทำให้มันกระจายตัวออกไปไกลได้ทั่วยุโรป ดังนั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหต สายการบินต่างๆในยุโรป เกือบทั้งหมดจึงสั่งหยุดเที่ยวบินจนกว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนี่ถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรง ที่ส่งผลกระทบกับยุโรป ครั้งล่าสุดต่อจากสงครามโลกครั้งที่สอง ==” แม่บอกว่า “โชคดีจริงๆนะลูกปีชาติไม่เคยไปไหน ไปทีก็โชคดีเลยนะลูก” _/_
ValcanoAsh.jpg
Continue reading

Unforgettable Norway Part 2: The Journey to Tromso

ต่อจากภาคที่แล้ววันเดินทางก็ให้ป้าข้างบ้านขับรถไปส่งพร้อมทั้งลูกและเมีย จริงๆอยากพาลูกไปเล่นลิฟท์แก้วที่สนามบินแต่เนื่องจากที่จอดรถเต็มมากมาย สงสัยว่าจะหนีร้อนไปเที่ยวเย็นกันเยอะไอ้ณมนเลยอดเล่นเลยเพราะทำได้แค่จอดหน้าทางเข้าแล้วก็กระโดดลงรถไปเข้าสนามบิน “สุวรรณภูมิ”
ถึงสนามบินก็โชว์โง่อีกเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยบิน Business Class (Royal Silk) เลยไม่รู้ว่ามัน Check In ตรงไหนก็เลยเดินไปที่ๆคุ้นเลยคือปลายอีกด้านแถวๆ Gate H ประมาณนั้นกำลังจะเดินเข้าพนักงานที่ตรวจเอกสารก็ไล่กลับไปที่ Gate A โน่นนนนนนนน “เวรรรรแท้ๆไกลโคตร” คนก็เยอะยังกะบินฟรีต้องเดินย้อนไปอีก ไปถึงก็รอหัวหน้าแล้วก็ Check In ด้วยกันและทราบว่าสำหรับ Business Class จะมี Lounge พิเศษให้นั่งรอเที่ยวบินหลังจากผ่าน Immigration แล้วเข้าไปที่ Lounge โอ้โหคนเยอะมากมายประเทศนี้มันรวยกันขนาดนี้เลยหรือนั่ง Business Class กันให้เยอะแยะไปหมดแต่มารู้ภายหลังว่าจริงๆแล้วการเป็นสมาชิกบัตรเครดิตระดับสูงเช่น “โคตรพ่อ Platinum” ทั้งหลายก็มีสิทธิ์เข้ามาใช้ Lounge นี้ได้เช่นกัน
อาหารการกินและที่นั่งภายใน Lounge ก็ดีเหลือหลายมีพร้อมทุกอย่างตั้งแต่อาหารหนักถึงอาหารเบา ใจอยากจะกินไปหมดทุกอย่างแต่หัวหน้าเบรคไว้ว่า เดี๋ยวต้องขึ้นไปกิน Dinner บนเครื่องอีกรอบให้เตรียมพื้นที่ในท้องไว้ให้ดีและยังมีของมึนเมาให้อีกเยอะ ผมเลยต้องกินแต่ใส้กรอกพอประมาณเพราะหวังว่าจะไปอร่อยบนเครื่องต่อ นอกจากนี้ข้างในยังมี ปลั๊กไฟและอินเทอร์เน็ทให้ใช้อย่างเพียบพร้อม ไอ้เราสี่คนเลยนั่งกันเพลิน หันมาอีกทีคนไทยหายหมด!! หลังจากทางสนามบินประกาสให้ผู้โดยสารที่จะไปเกาหลีขึ้นเครื่อง โอวที่แท้เค้าก็ไปเที่ยวแดนกิมจิกันนี่เองเท่าที่ผมรู้คนที่ผมรู้จักอย่างน้อยห้าคนไปเที่ยวเกาหลีช่วงสงกรานต์เนื่องจากบ้านเรามันแดงเอ้ยยยย ร้อนเหลือเกินทนไม่ได้ขอไปพักหน่อย
ได้เวลาขึ้นเครื่องไม่มีอะไรมากเดินไกลโพดดดดดด ไปถึงก็ไม่ต้องรอนานได้ขึ้นเครื่องก่อนเพราะอภิสิทธิ์เยอะเหอๆๆๆ นั่งปุ๊ปก็มีน้ำผลไม้ดื่มทันที ที่นั่งก็กว้างดีครับเหมือนเป็นแคปซูลเบาะปรับเป็นท่านานเกือบราบได้เลย มีทีวีให้ดู มีเพลงให้ฟัง มีเกมส์ให้เล่น มีเหล้าให้กิน ว๊ากกกกก หวังไว้ในใจว่าจะนอนสบายเพราะบินนาน 11 ชั่วโมง หลังเครื่องออกก็ได้เวลาอาหารเค้าจะมีเมนูให้เราเลือกว่าเราจะซัด main course เป็นอะไรมีให้เลือกสองอย่างและแอร์ที่เคยสาว ก็แนะนำให้กินอาหารไทยไว้เลยเพราะอาหารไทยที่ Oslo แพงนรกและต้องไปอยู่กันนานหลายวันด้วยกินตุนไว้ก่อนจะดี ผมก็เลยเลือกอาหารไทย อาหารที่เสิร์ฟก็ดูดีอร่อย ตัดมาเลยกินอิ่มแล้วก็ซัดไวน์เนียนจนเค้าเริ่มปิดไฟไล่ไปนอน เราก็ปรับเอนนอนหวังว่าจะหลับแต่ “ตาค้าง 11 ชั่วโมง” จนถึง Oslo โฮกกกกกกกกกก ที่นั่ง Economy นี่หลับได้หลับดีแต่เมื่อยพอได้นั่ง Business ทะลึ่งนอนไม่หลับ “หนูไม่เข้าใจ” Continue reading

Unforgettable Norway Part1-The Plan

“รูฟประชุมที่นอร์เวย์เที่ยวนี้คุณไปกับผมนะ” เสียงสวรรค์จากหัวหน้าบอกกล่าวให้เตรียมตัวไปประชุมประจำปีที่สำนักงานใหญ่ของ Telenor ที่ Oslo เป็นเวลาสี่วันแต่ที่สนุกกว่านั้นคือช่วงที่เราจะไปกันมันเป็นสัปดาห์หลังสงกรานต์พอดี๊พอดีทำให้เราสามารถยึดสงกรานต์ไว้สำหรับการท่องเที่ยวดูงานก่อนเข้าประชุมจริงได้และหลังจากได้รายชื่อผู้ร่วมทริปแล้วก็มีคนตกลงปลงใจไปกับเราทั้งหมดสี่คน
ก่อนเดินทางไปตั้งใจว่าไปรอบนี้ต้องเอาให้คุ้มเพราะไปหลายวันมากเลยช่วยหัวหน้าวางแผนเดินทางคร่าวๆในส่วนของการท่องยุโรปโดยที่เราจะบินไป Oslo ก่อนหลังจากนั้นต่อเครื่องไป Tromso (เกือบเหนือสุดของ Norway ประมาณ 67-68 องศาเหนือ) เพื่อไปลุ้นดูแสงเหนือเป็นเวลาสองวันจากนั้นเราจะมุ่งใต้บินกลับ Oslo แล้วจับเครื่องต่อไปเยอรนันไปลงที่ Frankfurt จากนั้นเช่ารถและออกเดินทางขึ้นไปทางตะวันตกสู่ Bonn ไปดูบ้านบีโธเฟ่นแล้วขึ้นไป Cologne ไปชมเมืองเก่าแก่เมืองและแวะนอนที่นั่นในคืนแรกวันที่สองเราจะเดินทางผ่าน Düsseldorf และทะลุเข้าสู่เนเธอร์แลนด์เพื่อไปพักที่ Amsterdam โดยความหวังสูงสุดของการเที่ยวเนเธอร์แลนด์คือการเที่ยวงานเทศกาลดอกไม้ประจำปีเหมือนงานพืชสวนโลกประมาณนั้นครับดูจากรูปแล้วสวยมาก “ฝันหวาน”
ตัดมาก่อนวันเดินทางก็เก็บของตามปกติแต่แบ่งออกเป็นสองส่วนคือกระเป๋าสำหรับทำงานกับกระเป๋าเล็กสำหรับเที่ยวในช่วงแรกเนื่องจากตามแผนน่าจะฝากของที่สนามบินแล้วเอาไปเฉพาะที่จำเป็นไปเที่ยวและที่ขาดไม่ได้คือเสื้อกันหนาวเนื่องจากช่วงที่ไปเป็น Spring ของที่โน่นแต่ Spring ที่โน่นคือ -4 ถึง 2 องศาซึ่งผมก็แปลกใจว่ามัน Spring ตรงไหนวะ เสื้อกันหนาวต้องขอบคุูณ @boyone ที่ให้ยืมเสื้อเล่น Snow Board ไปมันมีประโยชน์กับชีวิตผมที่นั่นมากรวมทั้งกางเกงด้วยและด้วยเสื้อและกางเกงชุดนี้ทำให้กระเป๋าผมเต็มพอดีมาตรฐานเลยแป๊ะๆ
คืนก่อนเดินทางก็ยังทบทวนแผนและเส้นทางในยุโรปอย่างมั่นใจว่าทริปนี้สนุกแน่นอน และ จริงอย่างว่ามันสนุกจริงๆครับต่อภาคสอง